Q
    ถ้าเรารู้สึกไม่ชอบหน้าใครสักคนหนึ่ง แต่จำเป็นต้องอยู่ทำงานด้วยกันในสำนักงานทุกๆ วัน ผมควรจะวางตัวอย่างไรดีครับมันอึดอัด
ไปหมด ผมไม่มีความสุขเลยตลอดเวลาที่อยู่ในสำนักงานร่วมกับคนๆ นี้ ณัฐชนน/กำแพงแสน/นครปฐม?
A
         รู้ไหมว่า เรามีเวลาอยู่ในโลกนี้คนละกี่ปี ? ชีวิตนั้นสั้นยิ่งกว่าหยดน้ำค้างเสียอีก จะตายวันตายพรุ่งก็ไม่มีใครรู้ล่วงหน้า ถ้าเราเอา
เวลาอันแสนสั้นนี้ไปมัวหลับๆ ตื่นๆ อยู่ในความรัก โลภ โกรธ หลง หมั่นใส้คนนั้น ปลาบปลื้มคนนี้ ริษยาเจ้านาย ใส่ไคล้ลูกน้อง  ปกป้อง
ภาพพจน์ (อัตตา) กด (หัว) คนรุ่นใหม่ หลงใหลเปลือกของชีวิต โดยลืมไปเลยว่า อะไรคือสิ่งที่ตนควรทำอย่างแท้จริง คิดดูเถิดว่า   เราจะ
ขาด ทุนขนาดไหน ท่านอังคาร กัลยาณพงศ์ เขียนบทกวีเอาไว้ว่า    
“น้ำไหลอายุขัยก็ไหลล่วง ใบไม้ร่วงชีพก็ร้างอย่างความฝัน  ฆ่าเวลา
คือพร่าค่าคืนวัน จะกำนัลโลกนี้มีงานใด”

คนเราไม่ควรพร่าเวลาอันสูงค่า ด้วยการปล่อยตัวปล่อยใจให้ตกเป็นทาสของความชอบ ความชัง มากนักเลย เพราะถ้าเราวิ่งตามกิเลส
กิเลสก็จะพาเราวิ่งทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ต่อไปไม่รู้จบ กิเลสมันไม่เคยเหนื่อย แต่ใจคนเราสิจะเหนื่อยหนักหนาสาหัสไม่รู้กี่เท่า ควรคิดเสียใหม่
ว่า เราไม่ได้เกิดมาเพื่อที่จะชอบหรือไม่ชอบใคร หรือเพื่อที่จะให้ใครมาชอบหรือมาชัง แต่เราเกิดมาสู่โลกนี้เพื่อทำในสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์
คนหนึ่งควรจะทำ เอาเวลาที่รู้สึกแย่ๆ กับคนอื่นนั้นหันกลับมามองตัวเองดีกว่า ชีวิตนี้ เรามีอะไรบ้างที่เป็นแก่นสาร มีงานอะไรบ้างที่เรา
ควรทำ นอกจากนั้นก็ควรมองกว้างออกไปอีกว่า เราได้ทำอะไรไว้ให้แก่โลกบ้างแล้วหรือยัง ?

   คนทุกคนนั้น ต่างก็มีดีมีเสียอยู่ในตัวเอง ถ้าเราเลือกมองแต่ด้านเสียของเขา จิตใจของเราก็เร่าร้อน หม่นไหม้ เวลาที่เสียไปเพราะมัว
แต่สนใจด้านไม่ดีของคนอื่น ก็เป็นเวลาที่ถูกใช้ไปอย่างไร้ค่า บางทีคนที่เราลอบมอง ลอบรู้สึกไม่ดีกับเขานั้น เขาไม่เคยรู้สึกอะไรไปด้วย
กันกับเราเลย เราเผาตัวเราเองอยู่ฝ่ายเดียวด้วยความหงุดหงิด ขัดเคือง และอารมณ์เสียวันแล้ววันเล่า สภาพจิตใจแบบนี้ ไม่เคยทำให้
้ใครมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นมาได้เลย ลองเปลี่ยนวิธีคิด วิธีมองโลกเสียใหม่ดีกว่า คิดเสียว่า คนเราไม่มีใครดีพร้อม หรือเลวไม่มีที่ติไปเสียทั้ง
หมดหรอก เราอยู่ในโลกกันคนละไม่กี่ปี ประเดี๋ยวเดียวก็จะล้มหายตายจากกันไปหมดแล้ว มาเสียเวลากับเรื่องไร้สาระทำไม อะไรที่ควร
ทำก็รีบทำเถิด ปล่อยวางเสียบ้าง ความโกรธ ความเกลียดนั้นน่ะ มันไม่มีคุณค่าอะไรต่อชีวิตอันแสนน้อยนิดนี้เลย มุ่งไปข้างหน้า ไปทำสิ่ง
ที่มีคุณค่าให้ชีวิตดีงามดีกว่า

Q
       การที่ใครสักคนหนึ่งไปจับปลามาขังรวมๆ กันไว้ในกะละมังใบใหญ่ แล้วเปิดให้ใครต่อใครมาซื้อไปปล่อยอีกต่อหนึ่ง โดยพยายาม
ประชาสัมพันธ์ว่า การปล่อยปลา เป็นการทำบุญที่มีอานิสงส์มาก ถามว่า การทำบุญด้วยวิธีนี้ เป็นบุญที่มีอานิสงส์มาก อย่างคำที่เขาว่าจริง
หรือเปล่า ? รัชดา/กรุงเทพฯ
A
        การปล่อยปลา โดยการไปจับเอาปลามาทำเป็นธุรกิจพุทธพาณิชย์อย่างนั้น มองอย่างไรก็ได้บุญน้อยเหลือเกิน เพราะผู้ประกอบการ
ไม่ได้ทำการนี้ด้วยจิตกุศล แต่ทำเพราะคิดเป็นการพาณิชย์ (=โลภ) เมื่อจิตไม่เป็นกุศลเสียแล้ว บุญจะเกิดได้อย่างไร ถ้าอยากได้บุญวิธี
ที่ดีที่สุดก็คือ ปล่อยให้ปลาอยู่ของมันตามธรรมชาติในแม่น้ำลำคลองนั่นแหละดีที่สุดแล้ว อนึ่ง การปล่อยสัตว์ถ้าจะให้ได้บุญจริงๆ ก็ควรให้
เป็นไปตามกลไกธรรมชาติ คือ เกิดจากการที่เรามีจิตเป็นกุศลจริงๆ อยากช่วยเหลือปลาหรือสัตว์ที่ตกอยู่ในห้วงทุกข์จริงๆ เช่น    ไปเจอ
ปลาหรือสัตว์น้ำ กำลังจะตายอยู่ในหนองน้ำแห้ง หรือในที่คับขันขาดน้ำตรงไหนก็แล้วแต่ (และปลานั้นต้องไม่มีเจ้าของ) จากนั้นจึงนำปลา
หรือสัตว์น้ำนั้นๆ ไปปล่อยในที่ๆ มีน้ำด้วยจิตสงสารหวังจะให้ปลาหรือสัตว์นั้นมีชีวิตรอด ทำอย่างนี้จึงเป็นกุศล และได้บุญมากไม่ใช่ปล่อย
ปลา เพื่อให้ตัวเองพ้นเคราะห์ แต่กลับทำให้ปลาอีกจำนวนมากมีเคราะห์แทนตัวเอง อย่างนี้เป็นการปล่อยโดยคำนึงถึงตัวเองเป็นหลัก
เอาปลามาเป็นเงื่อนไขให้ตัวเองรอด แต่กลายเป็นว่า ไปช่วยให้ธุรกิจจับปลามาปล่อยรุ่งเรืองมากขึ้น      และคนเหล่านั้น ที่มองเห็นทาง
รุ่งเรือง ของธุรกิจด้านนี้ก็จะพากันไปจับปลามาสืบต่อธุรกิจของตนออกไปอีกเรื่อยๆ ซึ่งก็เท่ากับว่า เราไปสนับสนุนธุรกิจการ เบียดเบียน
สัตว์เท่านั้นเอง ทีนี้ถ้าตอบตามหลักการของพระพุทธศาสนา การเลี้ยงสัตว์ไว้ปล่อยอย่างนั้น ก็ไม่เหมาะสมเพราะมีพุทธพจน์ตรัสว่า การ
ค้าขาย ๕ อย่างที่ไม่ควรทำ คือ

๑. ค้าขายอาวุธ (เครื่องมือประทุษร้ายคน/สัตว์ทุกชนิด)
๒. ค้าขายมนุษย์ (โดยเฉพาะค้าขายมนุษย์เป็นทาส/เป็นโสเภณี)
๓. ค้าขายเนื้อสัตว์ (=เลี้ยงสัตว์ไว้ขาย)
๔. ค้าขายของมึนเมา (=สุราและเครื่องดื่มประเภทเดียวกันทั้งหมด)
๕. ค้าขายยาพิษ (คนกินก็ตาย สัตว์กินก็ม้วย)

       เมื่อปลายปี ๒๕๔๕ ู้เขียนเคยพานักศึกษาชาวต่างชาต ิและนักศึกษาไทยกลุ่มหนึ่งที่สนใจเรื่องราวเกี่ยวกับไทยคดีศึกษาไป ตาม
รอยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) วัดระฆังโฆษิตาราม ฝั่งธนบุรี    ขากลับออกมามีนักศึกษาสามสี่คนซื้อปลาไหล ปลาดุก หอยขม
หอยโข่ง มาปล่อยที่ท่าน้ำด้วย เมื่อปล่อยเสร็จแล้วก็พาเดินมาขึ้นเรือที่ท่าน้ำ     เดินมาได้หน่อยหนึ่งยังไม่ทันถึงท่าเรือก็มีบางคนในกลุ่ม
เรียกให้ดูเด็กๆ ที่เล่นน้ำอยู่ตรงท่าบริเวณที่ปล่อยปลาลงไปก่อนหน้านี้ ภาพที่เห็นก็ คือ เด็กห้าหกคนที่ทำท่วงทีเป็น ว่าเล่นน้ำอย่างสนุก
สนานเหล่านั้น ต่างพากันดำผุดดำว่าย จับปลาไหลบ้าง (ปลาไหลคงจะล้าเต็มที เพราะถูกมือคนจับวันละไม่รู้กี่ครั้ง ขนาดลงน้ำแล้วยังไหล
หนีไม่เป็นเลย) หอยบ้าง ที่กลุ่มนักศึกษาปล่อยไปก่อนหน้านั้นขึ้นมาใส่ถังเหลืองๆ ได้หลายตัว ส่วนหอยนั้นคงเก็บมาได้เกือบทั้งหมด
เจ้าภาพที่ซื้อสัตว์น้ำเหล่านั้นปล่อยเห็นแล้วทำหน้าพะอืดพะอม ไม่มั่นใจว่าตัวเองได้บุญหรือได้บาป บางคนที่ทน ไม่ได้ก็ถึงกับสบถออก
มาแรง ๆ ต่อหน้าเพื่อนๆ “มันแหกตากันนี่หว่า”

การจับสัตว์น้ำมาปล่อยด้วยเจตนาอันไม่เป็นกุศลเช่นที่กล่าวมานี้ ไม่ใช่วิธีที่จะทำให้เกิดบุญเกิดกุศลอะไรเลย เลิกได้ก็เลิกเสียเถิดมีวิธี
ทำบุญอีกมากมายให้เลือกทำ ทำบุญบูชาบาปอย่างนี้ขอเสียทีได้ไหม สงสารสัตว์น้ำตาดำๆ กันบ้างเถิด พ่อค้าแม่ขายทั้งหลายเอ๋ย


  
Designed by Internet Team www.thaitv3.com