Q
     ตาลปัตร ที่พระใช้บังหน้าในการให้ศีล ให้พร นั้นมีความเป็นมาอย่างไร และนอกจากใช้ในการให้ศีลให้พร แล้วใช้ประโยชน์อย่าง
อื่นได้อีกหรือไม่ ?
A
         ตาลปัตร ความหมายตามรูปศัพท์ก็คือ “ใบตาล” หรือเติมให้เต็มตามประโยชน์ใช้สอยว่า “พัดใบตาล” สันนิษฐานว่า การใช้พัดนั้น
มีมาแต่ครั้งพุทธกาลแล้ว     และวัตถุประสงค์เดิมแท้นั้นก็เพื่อพัดให้เกิดลมเย็นสบายเท่านั้น        เช่น พระสารีบุตรใช้พัด พัดถวายแก่
พระพุทธเจ้า เป็นต้น ต่อมามีผู้อธิบายว่า ที่พระสงฆ์ใช้พัดก็เพื่อใช้บังเวลาเห็นอะไรก็ตามที่พระไม่ควรเห็น คำอธิบายนี้พอฟังได้   แต่ไม่
น่าจะใช่วัตถุประสงค์ที่แท้ซึ่งมีมาแต่เดิม, จากพัดที่ใช้พัดลม ต่อมาในสังคมไทยพระสงฆ์เริ่มใช้พัดในเวลาให้ศีล ให้พร และจากนั้นทาง
ราชการไทยได้พัฒนาไปอีกขั้น ด้วยการใช้พัดเป็นเครื่องแสดงสมณศักดิ์ของพระสงฆ์ เช่น พระครูต้องมีพัดชนิดนี้ สีอย่างนี้ รูปร่างอย่าง
นี้ พระราชาคณะต้องใช้พัดอย่างนี้ สีนี้ รูปร่างอย่างนี้ พระสมเด็จ รองสมเด็จฯ ก็ต้องใช้พัดตามที่ทางการเป็นผู้กำหนด       จากพัดใบตาล
ธรรมดา ต่อมาพัดจึงกลายเป็นเครื่องแสดงยศศักดิ์อัครฐาน และก็เพราะการใช้พัดคลาดเคลื่อนจากวัตถุประสงค์เดิมไปมากอย่างนี้เอง
จึงทำให้มีคนอยากได้พัดกันปีละมากๆ และทำให้พระธรรมดาๆ ต้องมาเสียพระเสียคน เพราะอยากได้พัดก็ไม่น้อยเช่นกัน

         ส่วนพระแท้ของพระพุทธเจ้านั้น ท่านไม่สน “พัด” ท่านสนแต่ “พระธรรม” เป็นสำคัญ และการใช้พัดเพื่อปิดบังสายตาจากสิ่งที่พระ
ไม่ควรมองอย่างที่มีคนพยายามอธิบายนั้น ก็ฟังดูตื้นไปหน่อย เพราะวิธีการที่ถูกต้องถ่องแท้ในการเผชิญ กับสิ่งที่ตาไม่ควร มองของพระ
นั้นไม่ใช่การเอาพัดมาปิดหน้า หากแต่คือการ “ปิดตานอก” ของท่านด้วยสติอันเป็นเหมือนตาในต่างหาก มองก็ได้ แต่ขอให้มองด้วยสติ
ก็จะไม่มีปัญหา ดีกว่าพระที่เอาพัดปิดหน้า แต่สายตายังตกเป็นทาสของสิ่งที่ตัวเองมองอย่างเต็มประตู การปิดอย่างนั้นไม่ช่วยให้มีอะไรดี
มีแต่จะส่งเสริมให้พระเป็นคนหน้าไหว้หลังหลอกเท่านั้นเอง

        อีกประเด็นหนึ่งที่ควรกล่าวไว้ก็คือ นอกจากที่กล่าวมาแล้ว เดี๋ยวนี้ห้างร้าน บริษัทต่างๆ ก็นิยมทำพัดและทำย่ามถวายพระ ด้วยการ
ทำรูปสัญลักษณ์ติดพัด หรือปักชื่อร้านติดย่ามพระ เพราะถือว่า

๑. เป็นอนุสรณ์ในงานบุญ และ
๒. เวลาพระถือพัดถือย่ามไปในงานไหนๆ ก็ตาม ชื่อบริษัทห้างร้านที่ติดอยู่ที่ย่ามหรือติดอยู่ที่พัดก็จะปรากฏชัดแก่มหาชนโดยปริยาย วิธีนี้ ทำให้ประหยัดงบประชาสัมพันธ์ของบริษัทไปได้ไม่น้อยเหมือนกัน
ความข้อนี้จะเป็นจริงหรือไม่ไม่ขอยืนยัน แต่ขอตั้งเป็นข้อสังเกตเอาไว้ให้พิจารณากัน แนวคิดในการใช้พัดและย่ามทำประชาสัมพันธ์นี้ ถ้าเอามาใช้ให้ถูกก็จะเอื้อต่องานเผยแผ่ธรรมสร้างสรรค์ปัญญาได้เหมือนกัน เหมือนอย่างที่ท่านพุทธทาสภิกขุท่าน นำร่องไว้ก่อน   โดย
การปักตัวหนังสือติดพัดของท่านที่สวนโมกข์ว่า

            “จงทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง” หรือ “อตัมยตา” (=กูไม่เอากะมึง) ปักอยู่ที่ผ้าปูม้านั่งหินอ่อนหน้ากุฏิ

       ทุกครั้งที่ท่านตั้งพัดอนุโมทนา ทายกทายิกาก็มองเห็นข้ออรรถข้อธรรมทุกครั้งไป หรืออย่างที่โบราณาจารย์ท่านแต่ก่อน วางแนวทาง
เอาไว้ให้ก็ดีไม่น้อย เช่น เวลาพระตั้งพัดสวดพระอภิธรรม เราก็จะมองเห็นตัวหนังสือที่ใบพัดว่า “ไปไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี หนีไม่
พ้น”   แนวคิดสร้างสรรค์อย่างนี้น่าจะช่วยกันขยายให้แพร่หลายออกไปให้กว้างขวางทั่วทั้งสังคมไทย ทำให้ได้เหมือนไข้หวัดนกระบาดก็
ยิ่งดีคนไทยเห็นพัด เห็นย่าม ก็จะได้เห็นอรรถธรรมทุกๆ ครั้งโดยอัตโนมัติ ไม่ใช่เห็นพัด เห็นย่าม ก็เห็น “ธนาคาร...” หรือ ห้างหุ้นส่วน
.”และหรือ “บริษัท...” เสียดายพื้นที่บนพัดและข้างย่ามจังเลย

Q
       คำว่า “สุคติ” ในคำอธิษฐานว่า “ขอจงไปสู่สุคติ” นั้น หมายความว่าอย่างไร ? การที่เราอธิษฐานเช่นนั้นจะทำให้คน ที่ตายไปแล้วไป
สู่สุคติจริงหรือเปล่า ? พชรมน/ม.ศรีนครินทรวิโรฒ
A
        คำว่า “สุคติ” นั้นแยกออกเป็นสองคำ คือ “สุ” (ดี) + คติ (ทางดำเนิน,ภพที่สัตว์ไปเกิด,แบบการดำเนินชีวิต) รวมกันเป็น “สุคติ”แปล
ว่า “ทางดำเนินที่ดี, ภพดีที่สัตว์จะไปเกิด, แบบการดำเนินชีวิตที่ดี” ซึ่งในทางพระพุทธศาสนา ภพหรือรูปแบบชีวิตที่จะถือว่าเป็นสุคตินั้น
ก็คือ (๑) การได้เกิดในภพมนุษย์อย่างเราๆ นี่เอง
        (๒) การได้เกิดเป็นเทวดาหรือพรหมบนสวรรค์ สุคตินี้ใช้คู่กับทุคติ (ทางดำเนินอันเลว,ภพเลวที่สัตว์จะไปเกิด,หรือแบบชีวิตที่เลว)
             ซึ่งได้แก่การไปเกิดเป็น (๑) สัตว์นรก (๒) สัตว์ดิรัจฉาน และ (๓) เปรตทั้งหลาย หากเราขอให้ใครไปเกิดในสุคติ ก็เท่ากับว่า
              เราขอให้เขาไปเกิดเป็นคนหรือไปเกิดเป็นเทวดาหรือเป็นพรหมนั่นเอง,

        การอธิษฐานไม่ได้ช่วยให้คนที่ตายแล้วไปสู่สุคติแต่อย่างใด คนตายไปแล้ว (ถ้ายังมีกิเลส) จะไปเกิดภพภูมิไหนเป็นเรื่องของกรรม
จะจัดสรรให้เป็นไปเอง ไม่ใช่เรื่องของคนอื่นจะเข้าไปแทรกแซงได้ อนึ่ง สุคติ ไม่ได้แปลว่า “ที่ชอบ” เหมือนคำที่เรามักพูดล้อเลียนกัน
ว่า “จงไปสู่ที่ชอบๆ เถิด” ถ้าแปลอย่างนี้ ที่ชอบของแต่ละคนอาจไม่จำเป็นต้องเป็นที่ที่ดีก็ได้ เพราะบางคนชอบไปสนามม้า ชอบไปหาวง
ไพ่ไฮโล ชอบลงอ่าง ชอบแวะม่านรูด ชอบตีกอร์ฟ ชอบมวย ชอบฟุตบอล ชอบหลีหญิง ชอบมีบ้านเล็กบ้านน้อย ชอบมีกิ๊กมีกั๊ก ชอบไปห้าง
ชอบไปห้างสรรสินค้า ฯลฯ ที่ชอบของคนเรากับที่ที่ดี โดยมากมักไม่ใช่ที่เดียวกัน อย่างไรก็ตาม      พึงทราบว่า สุคติ ที่ถูกนั้นใช้ในความ
หมายที่หนึ่งเท่านั้น ความหมายอย่างที่สองนี้เป็นเพียงเรื่องล้อกันสนุกๆ เท่านั้นเอง

 

  
Designed by Internet Team www.thaitv3.com