Q
     ผมเคยคิดว่าตนเองเป็นคนเข้มแข็ง แกร่งพอสมควร แต่วันหนึ่งเมื่อผลงานของผมถูกวิจารณ์จากคนที่ผมเองก็ไม่เคยรู้จัก ทั้งเขาเอง ก็ไม่ใช่คนในวงการเดียวกันกับผม (คือไม่รู้จริงเรื่องที่ตนวิจารณ์) ผมรู้ว่าเขาไม่ได้ใช้องค์ความรู้ในการวิจารณ์ แต่วิจารณ์ด้วยความรู้สึก เป็นหลัก แต่เสียงของเขามีอิทธิพลมากในสังคมของคนทำงานอย่างพวกผม คำวิจารณ์ของเขามันทำให้ผม 'หงุดหงิด' และ 'สูญเสียกำลังใจ' ในการสร้างงานเป็นอย่างมาก ผมขอทราบวิธีรับมือกับคำวิจารณ์ด้วยครับ จาก : สถาปนิกจามจุรี
A
         เราจะยอมรับนับถือถ้อยคำใดๆ ว่าเป็น 'คำวิจารณ์' ก็ต่อเมื่อถ้อยคำนั้นๆ เกิดจากการวิพากษ์วิจารณ์ด้วยการใช้ 'วิจารณญาณ' มา
แล้วเป็นอย่างดี (เพราะคำว่า วิจารณ์ นี้ หมายถึงการใช้ปัญญาพินิจพิเคราะห์อย่างมีเหตุผล ไม่ใช่การใช้อารมณ์) และคนที่จะใช้ วิจารณ
ญาณได้เป็นอย่างดี อย่างน้อยก็ต้องมี 'องค์ความรู้' ในเรื่องที่ตนวิจารณ์นั้นมากพอสมควร หรือมากที่สุดในวงการนั้นก็ได้ ถ้าตาสีตาสามา
บอกว่า   งานของคุณเป็นงานที่เยี่ยมมาก คุณก็ไม่ควรดีใจ หลงระเริง เพราะนั่นเป็นการแสดงความเห็นจากพื้นฐานของอารมณ์ ซึ่งไม่มี
มาตรฐานอะไรเลย ทั้งยังไม่ใช่เสียงก้องที่วางอยู่บนพื้นฐานขององค์ความรู้ ไม่ใช่จากความเชี่ยวชาญ ถ้าเราไปหลงเพลินกับถ้อยคำของ
คนเหล่านี้ จะทำให้เราไม่เก่งจริง ไม่ดีจริง ไม่รู้จักศักยภาพที่แท้จริงของตนเอง คำชมจากคนที่ไม่รู้จริงนั้น เป็นเพียงสายลมเย็นที่ไม่มี
ตัวตนอะไรเลย เอาเป็นแก่นสารอะไรไม่ได้หรอก เช่นเดียวกัน ถ้าตาสีตาสามาบอกว่างานของคุณห่วยหรือแย่มาก    คุณก็ไม่ควรหมด
กำลังใจทั้งนี้ ก็ด้วยเหตุผลเดียวกันอย่างที่กล่าวมาแล้ว ดูเหมือนอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์นักคิดนอกคอกที่คนในคอกไม่ค่อยโปรดปราน
นักจะเคยเขียนไว้ในที่ไหนสักแห่งหนึ่งว่า ท่านไม่เคยรู้สึกภูมิใจหรือตื่นเต้นเลย ที่มีฝรั่งซึ่งอ่านภาษาไทยไม่ออก และแต่งกลอนสุภาพ
ก็ไม่เป็น (ยังไม่ต้องพูดถึงว่าแต่งให้เก่งหรอก) มายกย่องสุนทรภู่ ว่าเป็นยอด 'กวีเอก' ของโลก      เพราะคนที่จะ วินิจฉัยว่าสุนทรภู่เป็น
'กวีเอก' ของโลกได้อย่างน้อย ควรเก่งกว่าหรือเก่งพอ ๆ กับสุนทรภู่     และต้องอ่านภาษาที่สุนทรภู่ใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างงานออก
ด้วย ไม่ใช่ใครก็ไม่รู้ ซึ่งอ่านภาษาไทยไม่ออก แต่กลับมายกย่องยอดนักใช้ภาษาไทย กวีนิพนธ์ไทย    แต่นิสัยคนไทยมักตื่นเต้นยินดี
กับอะไรก็ตามที่กลวงๆ เขื่องๆ แต่ดูดีอย่างนี้เสมอ

        คำยกย่องหรือคำวิจารณ์จากคนซึ่ง 'ไม่รู้จริง' ก็เช่นกัน เราไม่ควรถือเอาเป็นประมาณมากนัก (ไม่ได้หมายความว่าไม่ให้ฟัง ฟังไว้
ก็ดีเหมือนกัน แต่อย่าเสียเวลาให้ความสำคัญมากเกินไป) ถ้อยคำของคนเหล่านั้น ว่าที่จริงก็เป็นได้แค่ 'ความเห็น' เป็น 'ความคิดเห็น'
ยังไม่ได้เลย เพราะเขาไม่เคย 'คิด' (จะคิดต้องมีวิธีคิด มีหลักวิชา ไม่ใช่มีปากก็สักแต่ว่าพูดออกไป ใครมาถามอะไรให้ความเห็นได้หมด
ทั้งๆ ที่ยังไม่เคยศึกษาเรื่องนั้นมาก่อนเลย) เขาเพียงแต่ 'เห็น' ว่ามันน่าจะเป็นอย่างนั้น มันน่าจะเป็นอย่างนี้ แล้วก็ 'โพล่ง' ออกไปตาม
ที่ตาเห็นหรือตามที่อารมณ์รู้สึกก็เท่านั้นเอง ถ้าเราไปมัวเงี่ยหูฟังคนเหล่านี้ไปเสียทุกเรื่อง ชีวิตนี้ก็คงสะดุดครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะเขาจะ
แสดงความเห็นของเขาไม่หยุด ซึ่งเจ้า 'ความเห็น' (อันไม่เกี่ยวกับความรู้) นี้ ถ้าไปถามเด็กห้าหกขวบ   พวกเขาก็คงแสดงความเห็นได้
เหมือนกันการออกความเห็นน่ะ มันง่ายยิ่งกว่ากดรีโมตเสียอีก ถ้าได้ยินได้ฟังถ้อยคำอันเป็นความเห็น (ไม่ถึงขั้นวิจารณ์) จากคนเหล่านี้
ขอให้ถือคติเหมือนที่อาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ท่านถืออยู่ก็ได้      ท่านบอกนักข่าวที่ไปถามว่า ท่านรู้สึกยังไงกับเสียงวิจารณ์ต่าง ๆ
ท่านตอบประมาณว่า "หมาเยี่ยวรดภูเขาทองๆ ไม่หวั่นไหวหรอก" (ถ้าจำ 'คำ' มาผิดก็ขออภัย แต่ 'ความ' นั้นไม่ผิดแน่) หรือเอาอย่างท่าน
พุทธทาสภิกขุก็ได้ เมื่อมีคนกล่าวหาท่านมากๆ ด้วยสารพัดข้อหา เช่น บางคนหาว่าท่านเป็นพระบ้า พระนอกรีต เดียรถีย์ คอมมิวนิสต์ฯลฯ
เมื่อมีคนไปถามว่า ทำไมไม่ตอบโต้เสียงวิพากษ์วิจารณ์จากคนเหล่านั้นบ้าง ท่านหัวเราะอย่างอารมณ์ดีก่อนตอบว่า "เรื่องของหมาเห่าตีน
ช้างน่ะ อย่าไปสนใจนักเลย" ลองคิดว่าตัวเองเป็นภูเขาทอง หรือเป็นช้างดูสิ บางทีแทนที่เราจะเครียด อาจทำให้เห็นว่าเป็นเรื่องน่าขำขึ้น
มาก็เป็นได้

         มาดูท่าที หรือวิธีรับมือกับคำวิจารณ์จากพระพุทธเจ้ากันบ้าง พระพุทธเจ้าเคยถูกกล่าวหาเคยถูกนินทา (ติ-ชม) เคยถูกคนนับพันตั้ง
ม็อบด่าเป็นเวลาเจ็ดวันเจ็ดคืนก็เคยมาแล้ว แต่พระองค์ก็ทรงผ่านมาได้ด้วยดี ไม่มีสะดุด วิธีรับมือคำวิจารณ์ตามหลักพระพุทธศาสนานั้น
ไม่ยุ่งยากไม่ซับซ้อน สรุปเป็นสูตรได้ว่า

      1.ควรรู้เท่าทันว่า 'คำติ-ชม' (นินทา-วิจารณ์-สรรเสริญ) เป็น 'โลกธรรม' ที่มีอยู่แล้วประจำโลก ไม่มีใครเลี่ยงโลกธรรมชนิดนี้พ้นหรอก
เหมือนคนที่เดินอยู่กลางฝน ถึงยังไงก็ต้องเปียก ไม่เปียกมากก็เปียกน้อย ถ้าเราแข็งแรงพอสายฝนก็ไม่ทำให้เราละลายได้หรอก แต่ถ้า
เราอ่อนไหวไปตามสายฝนแห่งคำวิจารณ์ เราก็อาจเป็นหวัดเป็นไอหรือบางทีอาจล้มหมอนนอนเสื่อได้เหมือนกัน มีพระพุทธวัจนะตรัสไว้
ให้สังวรว่า 'นัตถิ โลเก อนินทิโต' แปลว่า 'คนไม่ถูกนินทาไม่มีในโลก' เราเกิดมาในโลก ถึงยังไงก็ต้องถูกนินทา (ติ-ชม) อยู่แล้ว ไม่เร็ว
ก็ช้า ไม่วันใดก็วันหนึ่ง มันมาถึงตัวเราแน่ รู้ให้เท่าทันสัจธรรมข้อนี้ไว้เถิด เมื่อมันมาถึงจะได้ไม่ถึงกับเสียสูญทางความรู้สึก

      2.พระพุทธองค์ทรงเปรียบตัวท่านว่าเป็นเหมือน 'ช้างศึกก้าวลงสู่สงคราม' หมายความว่า ธรรมดาช้างศึกเมื่อก้าวลงสู่สงครามก็ย่อมทำ
ใจเตรียมไว้แล้วว่า จะมีหอกดาบแหลนหลาวพุ่งมาจากจาตุรทิศ จะหลีกเลี่ยงให้พ้นจากศัตราวุธเหล่านี้เป็นเรื่องสุดวิสัย ทางที่ดีที่สุดเมื่อ
ไหนๆ ก็ลงมาอยู่กลางสมรภูมิแล้ว เราก็ต้องโดนศัสตราวุธอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นแน่ เพราะฉะนั้นเราต้องฝึก 'อดทน' ต่อศัสตราวุธเหล่า
นั้น ให้ได้ ในภาษาบาลีท่านเปรียบ 'ปากคน' ว่าเป็นเหมือน 'ปลายหอก' เพราะปากคนนั้นทิ่มแทงใจคนได้พอๆ กับที่หอกทิ่มแทงร่างกาย
ของเรา แต่ถ้าเรามีน้ำอดน้ำทน ไม่ใจเสาะเสียก่อน เราก็ต้องเอาตัวรอดผ่านสมรภูมิจนได้ เหมือนคนป่วยบ่อยๆ เดี๋ยวร่างกาย จะสร้าง
ภูมิต้านทานโรคขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ขอให้คติไว้ข้อหนึ่งว่า 'ความอดทน ทำคนให้เป็นคนดี อดทนถึงที่ ได้ดีทุกคน'

     3. คราวหนึ่งมีพราหมณ์ไปตามด่าพระพุทธองค์ถึงวัด ทรงปล่อยให้เขาด่าจนสาแก่ใจ เมื่อเขาหมดแรงด่าแล้ว จึงทรงแย้มพระสรวล
ด้วยพระเมตตาแล้วทรงเล่านิทานปรัชญาให้เขาฟังเรื่องหนึ่ง ทรงเล่าว่า หากมีใครก็ตามมาเยี่ยมเยือนเราถึงบ้าน เรายกสำรับกับข้าว
ออกไปต้อนรับ แล้วถ้าแขกคนนั้นไม่รับประทานอะไรเลย เขาบอกว่าเขาเรียบร้อยมาก่อนแล้ว เมื่อแขกลากลับไป สำรับกับข้าวนั้นจะ
ตกเป็นของๆ ใคร พราหมณ์เผลอตอบว่า สำรับกับข้าวนั้นก็ต้องตกเป็นของเจ้าของบ้านนะสิ ทรงสรุปว่า พระองค์ก็เช่นเดียวกัน ทรงเป็น
เหมือนแขกคนนั้นที่ไม่ยอมรับประทานกับข้าวของเจ้าของบ้านหรอก เพราะฉะนั้น "พราหณ์เอย เชิญท่านยกสำรับของท่านคืนไปเถิด"
เมื่อเราไม่ 'รับ' เสียอย่าง ของที่เขายื่นมาก็ตกเป็นของเขาอยู่วันยังค่ำ

     4.ควรหัดมองโลกในแง่ดี คิดว่าคนที่เสียสละวิจารณ์เรานั้น เขาเป็น 'ครู' ผู้ชี้ขุมทรัพย์ให้กับเรา ลองเงี่ยหูฟังให้ดีเถิด ในถ้อยคำของ
เขา บางทีก็มีเพชรพลอยทางปัญญาซ่อนอยู่เหมือนกัน ควรนึกอนุโมทนา/ขอบคุณที่เขาอุตส่าห์เสียสละมาสนใจงานของเราถ้างานของเรา
ไม่มีอะไรเด่นหรือท้าทายจริงๆ แล้ว ใครต่อใครก็คงไม่เสียเวลามาพูดถึงหรอกน่า
 

Q
       ผมต้องขอขอบพระคุณท่านอาจารย์เป็นอย่างสูงมากเลยครับสำหรับคำแนะนำให้รับมือกับคำวิจารณ์ในสัปดาห์ที่ผ่านมา      ผมลองทำ
ตามคำแนะนำที่ท่านอาจารย์ให้มาแล้วก็พอยิ้มได้แล้วครับ          ตอนนี้เลยครึ้มอกครึ้มใจคิดว่าตัวเองเป็นช้าง ปล่อยให้หมาเห่าเสียบ้าง
บางทีก็สนุกดีเหมือนกัน เพื่อนผมคนหนึ่งทำงานแถวอยู่สภาพัฒน์ฯ บอกว่า อ่านคำตอบของท่านอาจารย์แล้ว ทำให้เขานึกถึงคำกล่าวของ
ขงเบ้งแห่งสามก๊ก ที่ว่า 'นกกระจอก ไม่มีทางเข้าใจวิธีคิดของนกอินทรี' คิดอย่างนี้ก็ดีนะครับ เราอยากทำอะไรก็ทำไป อย่าสนใจเสียงของ
นกกระจอกมากนัก เพราะถึงอย่างไร นกกระจอกก็ไม่มีทางเข้าใจวิถีของนกอินทรีอยู่วันยังค่ำ ขอให้คุณพระคุ้มครองท่านอาจารย์ ให้อยู่
กับพวกผมไปนานๆ นะครับ จาก : สถาปนิกจามจุรีและคณะ ?
A
        ลิ้นคนไม่มีกระดูก ปากคนยากจะหาบรรทัดฐาน ดังนั้น เลือกฟังในสิ่งที่ควรฟัง เลือกเชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ ก็พอ เวลาในชีวิต ของคน
เรามีไม่มากนัก อย่าเสียเวลากับคำคนจนไม่เป็นอันทำอะไรเลย    เรื่องคำตำหนิติเตียน คำนินทา สรรเสริญ เหล่านี้เป็น 'โลกธรรม' คือ
'ธรรมดาของโลก' ไม่มีใครหลีกพ้นหรอก ไม่เร็วก็ช้า มันมาถึงเราอยู่แล้ว มีคนรัก สักพักก็จะมีคนชัง มีสุข ประเดี๋ยวทุกข์ก็มา มีลาภ อีก
ไม่นานจะเสื่อมลาภ มียศ ยศก็จะไม่จีรัง เราไม่จากยศ ยศก็จะจากเรา         ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนกำลังเลื่อนไหลไปตามวัฏจักรของมันเอง
ปรากฏการณ์เหล่านี้เป็นธรรมดาของชีวิต รู้ให้เท่าทัน มันมาถึงเมื่อไหร่ก็ยิ้มรับ หรือบอกกับตัวเองว่า   'อะยัง ธัมมตา = มันเป็นธรรมดา'
เคยสังเกตไหมว่า พระพุทธรูปทุกองค์จะทรงแย้มพระสรวลน้อยๆ อยู่เสมอ      นั่นล่ะ คือ สัญลักษณ์ของคนที่รู้เท่าทันทั้งทางโลกทางธรรม
เกิดอะไรขึ้นเลวร้ายขนาดไหน หากคนเหล่านั้นน้ำตานองหน้าเข้าไปหาพระองค์ พระองค์ก็จะทรงแย้มพระสรวลบอกอยู่ในทีว่า 'มันเป็น
ธรรมดา' บางคนอยู่ในช่วงขาขึ้นของชีวิต ไปเล่าให้พระองค์ฟัง พระองค์ก็จะทรงแย้มพระสรวลอย่างเปี่ยมพระมหากรุณา ประมาณว่า 'มัน
เป็นธรรมดา' ไม่ว่าโลกจะบูดเบี้ยว เศร้าสร้อย หรือหัวเราะร่าน้ำตารินอย่างไรก็ตาม

          ในทัศนะของพระผู้รู้เท่าทันโลกธรรมอย่างพระพุทธองค์แล้ว ก็จะทรงยิ้มรับสิ่งเหล่านั้นในลักษณะที่ตีราคาเสมอกันว่ามันก็ ' เป็น
เรื่องธรรมดา' เท่านั้นเอง
ถ้าเราทำใจให้เข้าถึง 'ธรรมดา' ของสรรพสิ่งได้เมื่อไหร่ ชีวิตก็สบายเมื่อนั้น ใครอยากชมก็ชมไป ใครอยากวิจารณ์ก็วิจารณ์ไป เราก็มุ่งหน้าทำงานของเราไปอย่างมีความสุข อย่าลืมว่าเรามีเวลาอยู่ในโลกกันคนละไม่กี่คืน/วัน ตั้งปณิธานจะทำอะไรในชีวิตนี้ รีบๆ ทำให้สำเร็จลุล่วงอย่างเต็มที่ ให้ดีที่สุด มีคนชมบ้าง มีคนด่าบ้าง ก็ช่างมัน คิดเสียว่ามันเป็น 'ธรรมดา'
ผู้เขียนเคยชินกับโลกธรรมทั้งด้านบวกและด้านลบมาพอสมควร รู้ดีว่าสิ่งเหล่านี้ถ้าเรารู้ไม่เท่าทัน ก็จะมีผลต่อหน้าที่การงานและสุขภาพจิตเป็นอันมาก บางทีพิษมันไม่มากหรอก แต่ถ้ารับมือไม่เป็นก็อาจลุกลามทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนได้ เหมือนทรายในรองเท้าน่ะ ไม่มีพิษสงอะไร แต่มันชวนรำคาญ หงุดหงิด แต่ถ้าเรารู้เท่าทันเสียแล้ว ก็สบาย ไม่มีอะไร มันเป็น 'ธรรมดา' ของโลกกลมๆ ใบนี้เองแหละ
เคยเขียนกลอนไว้บทหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว เห็นว่าเรื่องเกี่ยวข้องกัน เลยคัดมาฝากเสียเลย
อันนินทา
อันนินทาคือธรรมประจำโลก
อย่าโย้โยกลู่ตามคำคนไข
อันปากคนเฉกปากกาว่ากันไป
เพราะปากไร้ปัญญาจึงสามานย์
อยู่กลางฝนฝนย่อมพร้อมตกรด
อยู่กลางแดดแดดสดย่อมฉายฉาน
อยู่กลางลมลมย่อมรำเพยพาน
อยู่กลางมารมารย่อมพร้อมบีฑา
ถึงพระพุทธสุวิสุทธิวิเศษยิ่ง
ไม่พ้นหญิงกาลีมีบาปหนา
คอยกล่าวแกล้งว่าพระองค์ทรงมายา
ทำลีลาล่วงลามสุดห้ามใจ
ประสาเราปุถุชนคนรกชัฏ
ยากสลัดคำคนปนสาไถย
เร็วหรือช้ามากหรือน้อยพลอยทำใจ
ถึงอย่างไรสุดจะพ้นคนนินทา !



 
 
Designed by Internet Team www.thaitv3.com