Q
      เพื่อนชวนไปบริจาคร่างกายให้เป็นการกุศลแก่โรงพยาบาลเพื่อประโยชน์แก่การศึกษาของนักเรียนทางด้านแพทยศาสตร์ ใจจริง
ก็เห็นดีเห็นงามไปกับเพื่อน เพราะเชื่อว่าคงได้บุญมาก แต่พี่ชายท้วงติงว่า คนที่บริจาคอวัยวะเป็นทาน    เกิดมาชาติหน้าจะมีอวัยวะไม่
สมบูรณ์ฟังแล้วชักใจคอไม่ดีเลย อยากทราบว่าข้อเท็จจริงในเรื่องเป็นอย่างไร ?
A
       การบริจาคอวัยวะเป็นทานถือว่าได้บุญมาก เพราะเป็นการทำบุญชั้นสูงอย่างหนึ่งที่เรียกว่าเป็นการบำเพ็ญ “บารมี” (คุณธรรมอันยิ่ง
ยวดที่จะเป็นเหตุให้ได้บรรลุผลที่พึงประสงค์) ในพระพุทธศาสนาจัดเอาการบริจาคไว้เป็นหนึ่งใน “บารมี ๑๐ ประการ”   (คือทานบารมี)
ที่พระโพธิสัตว์จะต้องบำเพ็ญให้บริบูรณ์ จึงจะบรรลุสู่ความเป็นพระพุทธเจ้าได้ การบำเพ็ญความดีที่ถือว่าเป็นบารมี มีอยู่ ๓ ขั้น

ขั้นที่๑ เรียกว่า ขั้นสามัญ เช่น ให้วัตถุหรือปัจจัย ๔ เป็นทาน
ขั้นที่ ๒ เรียกว่า ขั้นปานกลาง เช่น ให้อวัยวะ (บริจาคดวงตา เป็นต้น) เป็นทาน
ขั้นที่ ๓ เรียกว่า ขั้นสูงสุด เช่น ให้ชีวิตเป็นทาน

         การบริจาคเป็นคุณธรรมอันสำคัญอย่างยิ่งยวดที่ชาวพุทธควรฝึกทำให้ประณีตยิ่งๆ ขึ้นไปตามลำดับ ในพระไตรปิฎกมีพุทธศาสน
สุภาษิตที่สอนให้ชาวพุทธฝึกการบริจาคให้สูงขึ้น เพื่อยกระดับคุณภาพจิตให้ประเสริฐ กล่าวคือ

“พึงสละทรัพย์ เพื่อรักษาอวัยวะ พึงสละอวัยวะ เพื่อรักษาชีวิต พึงสละทรัพย์ อวัยวะ และชีวิตสิ้นทุกอย่าง เพื่อรักษาธรรม”

   ความเชื่อที่ว่า หากบริจาคอวัยวะแล้วเกิดมาอีกชาติหนึ่งจะมีอวัยวะที่ไม่สมบูรณ์นั้นเป็นความเชื่อที่ผิดไปจากความเป็นจริงเพราะหาก
เป็นเช่นนั้นแล้ว พระพุทธองค์ก็คงมีพระลักษณาการที่ไม่สมประกอบเป็นแน่แท้ เนื่องเพราะในพระชาติหนึ่ง ขณะยังเป็นพระโพธิสัตว์
อยู่ พระองค์เสวยพระชาติเป็น “สิวิราชกุมาร” ในพระชาตินั้น ทรงควักดวงพระเนตร (ตา) ทั้งสองข้างถวายเป็นทานผลแห่งมหาทานครั้ง
นั้นทำให้พระองค์ทรงได้ทิพยจักษุเป็นการตอบแทน มาในปัจจุบันชาติเล่า พระพุทธองค์ก็ทรงมี ดวงพระเนตร สีดำสนิทและใสแจ๋วดัง
หนึ่งดวงเนตรของลูกโคที่เพิ่งคลอด ทั้งยังทรงมี “เบญจพิธจักษุ” (จักษุ ๕ อย่าง) กล่าวคือ

๑.มังสะจักษุ คือทรงมี (ตาเนื้อ) พระเนตรอันงาม มีอำนาจ แจ่มใส ไว และเห็นได้ไกล
๒. ทิพยจักษุ คือทรงมีพระปรีชาญาณที่ล่วงรู้ความเป็นไปของสรรพสัตว์ด้วยอำนาจของกฎแห่งกรรม
๓. ปัญญาจักษุ คือทรงมีพระปัญญาเฉียบแหลมอันเป็นเหตุให้ได้ตรัสรู้อริยสัจธรรม เป็นต้น
๔. พุทธจักษุ คือทรงมีพระปรีชาสามารถล่วงรู้อัธยาศัยและพื้นฐานความถนัดของสรรพสัตว์ อันทำให้พระองค์ทรงสามารถที่จะเลือกวิธีการและคำสอนที่เหมาะสมสำหรับสัตว์ (คน) นั้นๆ ได้เป็นอย่างดี
๕. สมันตจักษุ คือทรงประกอบด้วยพระสัพพัญญุตญาณ (ญาณหยั่งรู้ธรรมทั้งปวง)

     ในทัศนะของผู้เขียนเห็นว่า คนที่บริจาคอวัยวะเป็นทาน จัดว่าได้ทำบุญอันยิ่งใหญ่ ควรได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้เสียสละที่หาได้ยาก
ถือว่าเป็นผู้ดำเนินอยู่ในวิถีทางของพระมหาโพธิสัตว์      เขาเสียสละสิ่งสามัญเพื่อจักได้เสวยผลที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นหลายเท่านัก ไม่ใช่สละ
อวัยวะเป็นทานแล้วจะกลายเป็นคนพิกลพิการในชาติหน้าก็หาไม่ (ถ้าผลแห่งมหาทานบารมีเป็นอย่างนี้  พระพุทธองค์จะทรงสอน ให้คน
สละอวัยวะเป็นทานไปเพื่ออะไร) ใครที่เข้าใจอย่างนี้ ควรรู้เอาไว้เสียด้วยว่าตนกำลังเข้าใจผิด ถือผิด ซ้ำยังคอยขัดขวางทางมหากุศลของ
คนอื่นเขาอีกด้วย


Q
      สำนักแห่งหนึ่งสอนว่า ถ้าทำบุญมาก ก็จะได้รับอานิสงส์มาก ทำน้อยก็จะได้อานิสงส์น้อย ยิ่งทำชนิดทุ่มจนหมดตัว ผลที่ได้รับก็สุดประ
มาณ คำสอนอย่างนี้มีอยู่ในพระพุทธศาสนา (ที่แท้) หรือไม่ ขอทราบคำอธิบายที่ถูกต้องด้วย
A
      ในสารบบคำสอนของพระพุทธเจ้าเท่าที่เคยศึกษามา ไม่พบว่าทรงสอนให้ทำบุญให้ทานอย่างไร้เหตุผลเช่นนั้นเลย มีแต่ทรงสอนให้
ทำบุญด้วยเจตนาอันบริสุทธิ์ทั้ง ๓ กาล กล่าวคือ ก่อนให้มีใจเลื่อมใส ขณะให้มีใจยินดี ให้ไปแล้วก็มีใจเบิกบาน เมื่อมีเจตนาบริสุทธิ์
ทั้ง ๓ กาล (รวมทั้งวัตถุที่จะถวายบริสุทธิ์ด้วย ท่านผู้รับมีศีลด้วย) แล้ว     แม้จะให้เงินเพียงหนึ่งบาทเป็นทาน ก็อาจมีค่ามากเป็นร้อยล้าน
บาทก็ได้  ยกตัวอย่างง่ายๆ ในอดีต พระสิวลีที่เราถือกันว่าเป็นดังเทพเจ้าแห่งโชคลาภนั้น ท่านเคยถวายน้ำผึ้งแท้แก่พระพุทธเจ้า พระ
องค์หนึ่ง ด้วยผลานิสงส์จากการถวายน้ำผึ้งนั้นแท้ๆ เทียว ทำให้ท่านกลายเป็นคนที่อุดมไปด้วยลาภสักการะอย่างมหาศาลมาไม่รู้กี่ภพชาต
ิ นี่คือการถวายทานด้วยวัตถุและเจตนาอันบริสุทธิ์แก่ท่านผู้รับซึ่งเป็นผู้บริสุทธิ์หรือทรงศีล แม้ของที่ถวายจะดูเล็กน้อย แทบไม่มีราคาค่า
งวดแต่ก็อาจให้ผลเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้

       กล่าวโดยสรุป สาระสำคัญของการถวายทานไม่ได้อยู่ที่ข้าวของต้องใหญ่ ต้องหายาก ต้องวิจิตรงดงามอลังการ หรือราคาค่างวดของสิ่งที่
จะถวายต้องมากหรือต้องแพงลิบลิ่ว หากแต่อยู่ที่ ๑. วัตถุที่จะถวายนั้นได้มาโดยบริสุทธิ์ ไม่ใช่ขโมยหรือยืมเขามา ๒. มีเจตนาอันบริสุทธิ์
มุ่งทำบุญจริงๆ ไม่ใช่มุ่งเอาหน้า เอาชื่อ หรือหวังเป็นข่าวสังคมทางโทรทัศน์ และ ๓.ท่านผู้รับก็เป็นผู้ทรงศีลาจารวัตรงดงามแท้จริงไม่ใช่
พวกอลัชชี (ไร้ยางอาย) ที่จ้องจะตบทรัพย์จากคนศรัทธาจริตแต่ขาดปัญญา

ถ้าเหตุปัจจัยทั้งสามประการนี้พร้อมเมื่อไหร่ ถวายก๋วยเตี๋ยวชามหนึ่ง ก็อาจมีผลานิสงส์มากกว่าถวายเงินนับแสนนับล้านบาทเสียอีกหรือ
ถวายหนังสือเรียนธรรมะแก่สามเณรน้อยสักรูปหนึ่ง    ก็อาจให้ผลกลายเป็นคนฉลาดปราดเปรื่องนับได้หลายร้อยภพชาติก็เป็นได้ ส่วน
สำนักไหนที่สอนว่าให้มากได้มาก ให้น้อยได้น้อย ให้หมดตัว ได้บุญสุดประมาณนั้น ก็เป็นเรื่องของสำนักนั้นจะว่ากันไปใครใคร่ ศรัทธา
ก็ศรัทธา ใครใคร่ทำบุญก็ทำไปเถิด แต่ขอให้รู้เอาไว้ว่า ในสำนักพระพุทธเจ้าของเรานั้น ท่านไม่สอนกันอย่างนี้เลย หรือจะกล่าวให้ชัด
ยิ่งกว่านั้น ก็ต้องบอกว่า การทำบุญที่แท้นั้น แทบไม่เกี่ยวข้องกับการใช้เงินเลยแม้แต่สตางค์แดงเดียว !

หมายเหตุ.
       การทำบุญในพระพุทธศาสนานั้นไม่ได้มีเพียงการ “ทำทาน” เพียงอย่างเดียวอย่างที่คนไทยนิยมทำกัน หากแต่ยังมีวิธีการทำบุญ
อีกมากมายถึงกว่า ๑๐ วิธี ในวิธีทำบุญทั้ง ๑๐ นี้ เราถนัดที่จะทำบุญด้วยวิธีไหนก็สามารถเลือกทำได้ตามอัธยาศัย

๑. ทำบุญด้วยการให้ปันสิ่งของ
๒. ทำบุญด้วยการรักษาศีล
๓. ทำบุญด้วยการเจริญภาวนา
๔. ทำบุญด้วยการอ่อนน้อมถ่อมตน
๕. ทำบุญด้วยการช่วยเหลือกิจการงานของเพื่อน,ชุมชน,สังคม,ประเทศชาติ,มนุษยชาติ
๖. ทำบุญด้วยการแบ่งความดีให้แก่คนอื่น (เช่น วันนี้ไปฟังเทศน์มา เอาบุญมาฝากเธอด้วยล่ะ)
๗. ทำบุญด้วยการแสดงความยินดีในความดีของผู้อื่น (เธอเก่งจังเลยเนาะ น่าชื่นชมจัง)
๘. ทำบุญด้วยการฟังธรรม, อ่านหนังสือธรรมะ, แสวงหาความรู้ที่ดีงาม มีประโยชน์
๙. ทำบุญด้วยการแสดงธรรม, สอนธรรม, เผยแผ่ธรรม, หรือถ่ายทอดวิทยาการที่ดีมีประโยชน์
๑๐. ทำบุญด้วยการปรับกระบวนทัศน์ให้เป็นสัมมาทิฐิ เช่น เชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม, เชื่อในหลักแห่งความจริงตามธรรมชาติ เช่น       เรื่องสรรพสิ่งล้วนขึ้นต่อกันและกัน (อิทัปปัจยตา) เรื่องสรรพสิ่งที่มีอยู่เพราะการรวมตัวกันของปัจจัยที่หลากหลาย ล้วนต้องตก
       อยู่ในกฎแห่งความไม่เที่ยง ไม่แท้ และไม่ทน (อนิจจตา-ทุกขตา-อนัตตตา) เป็นต้น

       จะเห็นว่า “ทางเลือก” ในการทำบุญทั้ง ๑๐ ประการนี้ ไม่มีวิธีไหนระบุลงไปเลยว่า ต้องใช้ “เงิน” เป็นปัจจัยสำคัญในการทำบุญและ
ควรทราบไว้ด้วยว่า บรรดาวิธีทำบุญทั้ง ๑๐ นี้ วิธีที่ได้ผลมากที่สุดก็คือ วิธีที่ ๓ คือ

      การทำบุญด้วยการเจริญภาวนาเพื่อปรับความกระบวนทัศน์ให้เป็นสัมมาทิฐิ (วิธีที่ ๓ กับวิธีที่ ๑๐ โดยใจความแล้วเหมือนกัน เพราะ
มุ่งพัฒนาปัญญาเช่นกัน)

 

Designed by Internet Team www.thaitv3.com