Q
      ไปร่วมงานเปิดนิทรรศการภาพเขียนของศิลปินใหญ่คนหนึ่ง ได้เจอตัวจริงแล้ว ผิดหวังมาก ทำไม คนที่ได้ชื่อว่าเป็น “นักปราชญ์”
จึงพูดจาไม่รื่นหูเอาเสียเลย (ไหนบอกว่า “นักปราชญ์มักจำนรรจ์แต่ถ้อยคำที่รื่นหู) แต่ละคำที่ได้ฟังมาไม่สมกับที่ใคร ๆ  ยกให้เป็นทั้ง
ศิลปินใหญ่ และเป็นทั้งนักปราชญ์แห่งยุคสมัย ต่อไปคงหมดศรัทธา ไม่สะสมงานศิลปะของศิลปินนักปราชญ์คนนี้อีกแล้ว
A
       ติดใจอะไรนักหนากับคำกล่าวที่ว่า "นักปราชญ์มักจำนรรจ์แต่ถ้อยคำที่รื่นหู" อย่าไปยึดติด "สมมุติ" (concept) มากเกินไป จะพลอยทำ
ให้พลาดไปจากความจริงที่ทรงคุณค่าเสียเปล่าๆ เพราะในความเป็นจริงนั้น นักปราชญ์ทุกคนไม่ได้จำนรรจ์แต่ถ้อยคำที่รื่นหูเสมอไปตรง
กันข้าม คำที่รื่นหูนั่นต่างหากอาจจะมีอันตรายแฝงอยู่อย่างน่าเป็นห่วง คำพูดนั้น    เราตกแต่งกันได้ บางคนก็พูดดีแต่ใจเสีย บางคนก็พูด
เสีย แต่ใจดี จะดูคน อย่าเอารูปลักษณ์ภายนอกมาตัดสินกันง่าย ๆ ในสมัยพุทธกาลมีภิกษุณีรูปหนึ่งบวชมานานเป็นเวลา ๑๒ ปี   ก็ไม่เคย
บรรลุธรรม นางเอาแต่เศร้าโศกหาพระลูกชายที่พรัดพรากจากกันตลอดเวลา ๑๒ ปี

       วันหนึ่งได้พบพระลูกชายในระหว่างทางขณะกำลังจาริกภิกขาจาร (บิณฑบาต) นางก็โผเข้าไปหาด้วยอารามดีใจ     แต่พระลูกชายเป็น
พระอรหันต์ รู้ดีว่า ถ้าปล่อยไปตามใจมารดาของตัวเอง นางก็คงจะหลงวนอยู่แต่ในเขาวงกตแห่งความรัก ความห่วงหาอาลัยไม่อาจก้าวไป
ข้างหน้าบนเส้นทางธรรมอย่างที่ควรจะเป็น คิดดังนี้แล้ว พอพบหน้าแม่ซึ่งๆ หน้า ท่านจึงตำหนิโยมแม่ของท่านว่า "ดูซิดู! มัวทำอะไรกันอยู่
ละแม่ บวชมาตั้ง ๑๒ ปี ความรักแค่นี้ก็ยังตัดไม่ได้ เสียดาย...เสียดายเวลาแท้ๆ "

ผู้เป็นแม่เฝ้าคอยลูกมา ๑๒ ปี ด้วยใจจดจ่อทุกค่ำเช้า ครั้นได้พบหน้า กลับพบว่า พระลูกชายไม่อาลัยใยดีตนเลยแม้แต่น้อย นางจึงโกรธ
จัด น้อยใจ สังเวชตัวเองว่า เฝ้ารัก เฝ้าห่วงลูกชายอยู่ฝ่ายเดียว แต่ดูลูกชายสิ ไม่มีเยื่อใยต่อตนแม้แต่น้อย นี่หรือคนดีที่แม่รอคอยมาถึง
๑๒ ปี คิดอย่างนี้แล้ว นางจึงตัดใจจากลูก มุ่งหน้าอุทิศตนปฏิบัติธรรม ใช้เวลาไม่นานวัน ก็สามารถบรรลุอรหัตผลเป็นพระอรหันต์ได้อย่าง
สมบูรณ์ เมื่อบรรลุอรหัตผลแล้วภิกษุณีผู้เป็นแม่จึงค่อยเข้าใจนัยะแห่ง "คำหยาบ" ของพระลูกชายอย่างปรุโปร่ง นางจึงได้แต่นึกอนุโมทนา
ด้วยความซาบซึ้ง เป็นความซาบซึ้งและอนุโมทนาในถ้อยคำอันแสนหยาบคาย แต่กลับให้ผลเป็นธรรมรส (นิพพาน) หวานล้ำนิรันดร ที่
ใครต่อใครต่างก็ใฝ่หากันทั้งโลก    คำหยาบคาย คำไม่รื่นหู คำติฉินนินทา ฉลาดพูด ฉลาดฟัง ฉลาดใช้ ก็ให้ประโยชน์ได้ไม่น้อยเลยอย่า
รังเกียจคำซื่อ คำตรง หรือคำแสลงหูเลย คำเพราะหรือไม่เพราะ หากฟังอย่างมีวิจารณญาณ ก็มีคุณค่านำมาเจียรไนชีวิตได้ทั้งนั้นเคยเห็น
หินลับมีดไหม หยาบคายจะตาย แต่ยิ่งหยาบ ยิ่งลับมีดได้คมกริบ    อ้อ… พระพุทธปฏิมาที่งดงาม สีทองอร่ามวับวาวอยู่ในโบสถ์นั้น ทุกองค์
ล้วนเคยถูกตะใบ และกระดาษทรายหยาบ ๆ ขัดสีมานับหมื่นนับแสนครั้ง ไม่ใช่จู่ ๆ ก็งามขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติเสียเมื่อไหร่

Q
      หนูเพิ่งไปดูหมอมาค่ะ เพื่อนพาไปดู หนูคิดว่าตัวเลขและสถิติอาจบ่งบอกถึงความเป็นตัวตนของเราได้บ้าง แต่หนูก็ไม่ได้เชื่อทั้งหมด
หรอกค่ะ… แต่หมอเค้าทักว่าชื่อหนูน่ะแย่มากในขณะที่คนอื่นไม่เห็นมีปัญหาเรื่องชื่อกัน เลยมีหนูนี่แหละต้อง เปลี่ยนหนูใจไม่ค่อยดีเลย
ค่ะ.. ก็เลย อ๊ะเปลี่ยนก็เปลี่ยน เดี๋ยวจะไปเปลี่ยนวันศุกร์ที่จะถึงนี้แหละค่ะ... กลับมาคิดทบทวนดูแล้วก็ตลกดีนะคะ หนูเชื่อว่าสิ่งที่พ่อแม่
่ตั้งให้นั้นถือเป็นมงคลอย่างที่สุดแล้ว มันจะเป็นไปได้หรือ ที่แค่ชื่อนี่จะมีผลต่อชีวิตเรา มันไม่ใช่การทำความดีเหรอ กับแค่ชื่อที่เอาไว้
เรียก และจำแนกไม่ให้คนซ้ากันเท่านั้น มันไม่น่าจะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตได้... แต่ด้วยความไม่สบายใจอย่างยิ่งยวด เลยค่ะ     มันเป็น
ความกลัว ความกลัวทำให้ขาดปัญญาที่จะคิดและไตร่ตรองถึงความเป็นจริง ...รู้ทั้งรู้ว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะงมงาย   แต่หนูก็ยอมที่จะไป
เปลี่ยน เพื่อความสบายใจน่ะค่ะ หนูคิดว่าสุขภาพจิตสำคัญกว่าสุขภาพกาย เปลี่ยนแล้วสบายใจก็น่าเปลี่ยน ไม่ควรไปดูเลยค่ะ   นี่ถ้าหนู
ไม่เปลี่ยนมันจะคาใจและขาดความเชื่อมั่นยังไงบอกไม่ถูกค่ะ....หมอดูคนนี้เค้าเน้นให้ทำความดีและทำบุญค่ะไม่ได้เรียกเก็บเงินอะไร
หรือหาเรื่องสะเดาะห์เคราะห์ หนูเลยคิดว่าเค้าน่าจะมีจรรยาบรรณอยู่พอสมควร.....หนูคิดผิดหรือเปล่าคะ
A
       ถ้าชีวิตคนเราจะดีขึ้นหรือเลวลงเพียงเพราะอิทธิพลของ “ชื่อ” (ซึ่งเป็นสิ่งสมมุติ) เราก็ไม่น่าจะต้องเสีย เวลาร่ำเรียนในมหาวิทยาลัย
กันตั้งหลายๆ ปี ไม่น่าจะเอาเงินเอาทองไปทุ่มจ่ายค่าเทอมกันแพงๆ เลย และวิชาวิทยาศาสตร์ทั้งหลาย   ที่สอนให้คนรู้จักคิดรู้จักใช้เหตุ
ผล กันในมหาวิทยาลัยก็ควรจะโละทิ้งเสียด้วยก็ได้ (โทษฐานที่เรียน/สอนกันแล้ว ยังไม่สามารทำให้เด็กไทยรู้จักคิด    ยังไม่เชื่อมั่นใน
ระบบ สติปัญญา ยังไม่รู้ว่าควรดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อหรือด้วยความรู้) อยากให้ชีวิตดี     อยากให้อนาคตสดใส ก็เปลี่ยนชื่อที่มี ความ
หมายดี ๆ เสียก็สิ้นเรื่อง อยากมีเงินก็เปลี่ยนชื่อที่มีความหมายในทางมีเงินมีทอง อยากมีอำนาจก็เปลี่ยนชื่อที่มีผลในทางเสริมอำนาจ

      เคยได้ยินคนชื่อนี้ไหม “ปรีดี พนมยงค์” ชื่อนี้มีความหมายดีมาก เพราะเป็นภาษาธรรม มาจากคำในภาษาบาลีว่า “ปีติ” แปลว่า
“ความอิ่มใจ, ความยินดีปรีดิ์เปรม, ความเกษมสำราญ” แต่ในชีวิตจริง คนชื่อนี้ ต้องมีชีวิตที่เต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนาม ถูกทำลาย
ถูกกลั่นแกล้งจองล้านจองผลาญ ใส่ร้ายป้ายสี ถึงแม้ทำความดีต่อแผ่นดินถิ่นเกิดมากมายสุดพรรณนา แต่ทว่าสุดท้ายต้องระหกระเหิน
ลี้ภัยการเมือง หนีไปถึงแก่อสัญญกรรมในต่างประเทศอย่างเดียวดาย ทำไมคนชื่อ “ปรีดี” ชีวิตจึงมีแต่เรื่องเลวร้ายไม่จบสิ้น    เคยได้
ยินนายกรัฐมนตรี พตท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร พูดถึงครูของท่านไหม ครูของท่านคนนี้ชื่อไม่เป็นมงคลเอาเสียเลย ชื่อของท่านคือ “ควาย”
นายกฯ เรียก “ครูควาย” ของท่านด้วยความเคารพและด้วยความภูมิใจมาจนถึงทุกวันนี้ ในฐานะที่ท่านเป็นครู “ควาย” ผู้ปราดเปรื่อง
สอนให้ท่านนายกฯ มีศิลปะในการคิดเลขเร็วมาตั้งแต่ยังเรียนอยู่ชั้นอนุบาล ท่านนายกฯ ยกย่องครูของท่านอย่างสูงส่งด้วยสุนทรพจน์
ว่า..

     “ใครว่าเด็กบ้านนอกสมองช้ากว่าเด็กกรุง ผมได้พิสูจน์แล้วว่า ไม่จริง ผมก้าวไปทำธุรกิจคอมพิวเตอร์และดาวเทียมได้ในวันนี้ ส่วน
หนึ่งต้องยกให้เป็นเครดิตของ “ครูควาย” กับติวเตอร์ชาวสันกำแพงผู้สร้างรากฐานด้านคณิตศาสตร์ให้ผมแบบวิธีบ้านนอกนี่แหละ…”

    คนชื่อ “ควาย” ไม่เห็นโง่เหมือนควายอย่างที่คนไทยมักพูดกันสักนิด มิหนำซ้ำยังเป็นยอดครูของยอดคนแห่งยุคสมัยอีกต่างหากอ่าน
สองเรื่องนี้แล้ว ถ้ายังอยากเปลี่ยนชื่อเพราะเชื่อว่า ชีวิตคนเราจะเป็นไปอย่างไรเพราะชื่อเป็นตัวกำหนด ก็คงเป็นเรื่องสิทธิเสรีภาพส่วน
บุคคลแล้วละ ใครใคร่เปลี่ยนก็เปลี่ยน ใครใคร่เชื่ออย่างไรก็เชื่อ

Designed by Internet Team www.thaitv3.com