เล่าข่าว...ปรากฎการณ์ที่ต้องเล่า
เกือบ 6 ปีมาแล้วที่รายการ ‘เรื่องเล่าเช้านี้’ เกิดขึ้นที่ช่อง 3 โดยใช้รูปแบบของการเล่าข่าว เจตนาของผมชัดเจน มาตั้งแต่ชื่อรายการแล้วว่า
ไม่อยากให้เกิดความรู้สึกซีเรียสในการดูข่าว และหวังให้เกิดความใกล้ชิดจากบรรยากาศ ที่เหมือนว่า ทุกเช้าเรามาเคาะประตูบ้านเพื่อบอกเล่าให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างอย่างเข้าใจง่ายและใกล้ตัว ผมจึงใช้คำว่า ‘ครอบครัวเรื่องเล่าเช้านี้’ มาตั้งแต่รายการเริ่มต้นออกอากาศด้วยเวลาเพียงครึ่งชั่วโมง
อีกเหตุผลของการเลือกวิธีเล่าข่าวในการนำเสนอ มาจากความจำเป็นในชีวิตประจำวันตอนเช้าของคนดูทุกคน ที่คงไม่มีสมาธิอยู่หน้าจอนิ่งๆ เหมือนการดูข่าวภาคค่ำหรือภาคดึก ส่วนใหญ่จึงเป็นการฟังในระหว่างอาบน้ำ แต่งตัว กินข้าว เตรียมตัวไปเรียนหรือทำงานมากกว่า การเล่าข่าวแบบ “บรรยายให้เห็นภาพ” จึงเป็นรูปแบบที่น่าจะเหมาะสม เพราะไม่ต้องดูหน้าจอก็รู้เรื่อง นั่นคือ
จุดเริ่มต้น ส่วนความสนุกสนานตามมาทีหลังขึ้นอยู่กับศิลปะของ
ผู้ดำเนินรายการ
สำหรับผม การบรรยายแบบมีสีสัน ไม่ใช่การใส่สีตีข่าว และที่สำคัญต้องได้สมดุลกับความน่าเชื่อถือ ถ้าเรื่องที่นำเสนอเบา ก็ต้องเบาอย่างมีความหมาย ถ้าหนักก็ต้องลึกให้กลมกลืน และถูกย่อยออกมาให้ดูง่าย
ผมพูดเสมอว่า การเล่าข่าวมีข้อดีและข้อด้อยเหมือนการนำเสนอรูปแบบอื่นเพียงแต่มีความหวือหวากว่า และผมก็พูดไว้ (อีกเช่นกัน) ว่า ควรจะมีรูปแบบนำเสนอข่าวที่เหมาะสมสำหรับช่วงเวลาต่างๆ เช่น ข่าวภาคค่ำควรจริงจัง เป็นทางการ มีรายงานพิเศษเจาะลึก (หมายถึงลึกด้วยเนื้อหาไม่ใช่ด้วยวิธีนำเสนอ หรือแค่ชื่อช่วง)
ในการแข่งขันแพ้ชนะนั้น ผมว่าความแตกต่างของการนำเสนอเนื้อหาอยู่ที่แง่มุมมองข้อมูล แบ็คกราวด์ และการค้นหาข้อเท็จจริง
ความจริงยังมีอีกรูปแบบของการนำเสนอที่เรียกว่า‘คุยข่าว’
ซึ่งถ้าจะทำได้ดี ต้องใช้ผู้ดำเนินรายการที่มีเครดิต จากประสบการณ์
ความรู้และกล้าแสดงความคิดเห็น กล้ารับฟัง เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นกันในรายการ ซึ่งคนละแบบกับรายการเล่าข่าว แต่ระยะหลังเรียกปนเปกันไปหมด
ข้อดีของการเล่าข่าวที่ชัดเจนก็คือ ทำให้คนหันมาดูข่าวเพิ่มมากขึ้น และขยายไปถึงคนดูทุกเพศ ทุกวัย ซึ่งก็ทำให้รูปแบบเล่าข่าวแพร่ขยายไปอย่างรวดเร็วตามวงจรของธุรกิจทีวี ซึ่งผมยืนยันมาตลอดว่า การเล่าข่าวเป็นเพียงการนำเสนอรูปแบบหนึ่งซึ่งไม่ใช่รูปแบบเดียวที่รายการอื่นหรือสถานีอื่นต้องทำ แต่เราก็ได้เห็นรายการเล่าข่าวมากมายพร้อมกับที่เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์เป็นระยะ
ที่ประมวลมาได้ก็เช่น การใช้หนังสือพิมพ์ ขอย้อนเล่าว่าในยุคแรก การใช้หนังสือพิมพ์ สื่อถึงการเสิร์ฟข่าวถึงบ้าน และเป็นเหมือนเครื่องมือหรืออุปกรณ์ในการนำเสนอ เพื่อรู้สึกเหมือนคนดูเปิดอ่านหนังสือพิมพ์ตอนเช้า ถามว่าง่ายหรือยากก็แล้วแต่มุมมอง การอ่านข่าวแบบมีบทและภาพเตรียมเอาไว้ก็ยากอย่างหนึ่ง ส่วนเล่าข่าว
โดยใช้หนังสือพิมพ์ถ้าจะให้ประสบความสำเร็จก็ต้องเป็นธรรมชาติพูดเองจากความจำและความเข้าใจไม่มีบท และไม่ใช่สักแต่ว่าอ่านหนังสือพิมพ์ให้ฟัง
เมื่อเวลาผ่านไปก็เกิดการพัฒนาไปเรื่อยๆ เมื่อคุ้นเคยกับคนดูดีแล้ว การใช้หนังสือพิมพ์เป็นอุปกรณ์ก็ลดน้อยลง ส่วนในแง่ของข้อมูลข่าว ช่อง 3 มีทีมข่าวออกไปทำข่าว มีภาพข่าวเป็นของตัวเองมาแต่ไหนแต่ไร หลายเรื่องอาจได้มาจาก การตามประเด็นในหนังสือพิมพ์ก็จริง แต่หลายเรื่องเราก็แตกต่างหรือนำประเด็น อย่างปี
ที่ผ่านมา “เรื่องเล่าเช้านี้” ก็เติมรูปแบบเล่าข่าวเศรษฐกิจอย่างเป็นเรื่องเป็นราวให้ดูเข้าใจง่าย สำหรับคนดูชาวบ้านๆ ต่างไปจากรูปแบบเดิมๆ ที่เป็นข่าวสำหรับนักธุรกิจ หรือแม้แต่ข่าวต่างประเทศที่อัพเดทข่าวใหม่ๆ สดๆ ล่าสุดกันทุกเช้าแล้ว ขณะที่หนังสือพิมพ์ปิดข่าวไปก่อนตั้งแต่เมื่อคืน
วันนี้การใช้หนังสือพิมพ์ การอ่านรายละเอียดข่าวก็จำเป็น
แต่การนำเสนอบางครั้งเป็นเพียงการโยงเรื่อง ซึ่งมักเป็นข่าวกระแส ซึ่งผมถือหลักว่า ถ้าเป็นข่าวเดียว ฉบับเดียวก็ต้องให้เครดิต พูดเรื่องนี้
บางทีก็แอบน้อยใจที่เวลาสัมภาษณ์ใครแล้วถูกนำไปใช้ต่อไม่เห็นมีใคร
ว่าเลย
มีอีกข้อวิจารณ์ที่ทำให้คนทำงานอย่างผมต้องทบทวนกับตัวเองอยู่เสมอว่า ‘คนเป็นสื่อต้องพร้อมรับคำวิจารณ์’ อย่างล่าสุดถูกว่ารายการเล่าข่าวชอบใส่ความเห็นชี้นำ ความจริงแล้วแม้แต่การอ่าน
ข่าวปกติตามบทข่าว ก็มีการใส่ความเห็น ตั้งแต่การตัดสินใจเลือกข่าว
เลือกที่จะเอ่ยถึงมุมไหน ปล่อยเสียงใครตรงไหน การตัดต่อ ย่อคำขึ้นต้นลงท้าย จนถึงคำพูดสรุปในสกู๊ปข่าว นั่นคือความเห็นทั้งสิ้นเพียงแต่คนไม่ค่อยรู้สึก
ผมยังสงสัยอีกว่า ณ ความเป็นไปใน พ.ศ.นี้ ถ้ามีการห้ามสื่อทีวีแสดงความคิดเห็น สังคมจะรับได้หรือ? ความจริงผมเห็นและเข้าใจมาตลอดถึงธรรมชาติของคนที่เป็นรัฐบาลและฝ่ายค้านว่า จะมีความรู้สึกกับสื่อต่างกัน พูดกี่ครั้งผมก็ต้องบอกว่าอยากให้เชื่อในวิจารณญาณของคนทำ และดุลพินิจของคนดู ที่แน่นอนอย่างหนึ่งคือ
ในยุคสมัยนี้การชี้นำให้คนดูหรือฟังอะไรแล้วเชื่อตามนั้นเป็นไปไม่ได้
หรอก
และต้องขอพูดจากใจจริงว่า ถ้าสื่อหนังสือพิมพ์แสดงความเห็นได้ แล้วทำไมต้องปิดกั้นหรือห้ามสื่อทีวี ถ้าจะบอกว่าหนังสือพิมพ์แยกข่าวกับความเห็น ผมก็เชื่อว่าคนดูจะแยกได้เหมือนคนอ่าน ที่สำคัญจากที่ทำงาน มาหลายปีผมรู้ว่า สื่อทีวีจำเป็นต้องมีความรับผิดชอบสูงมากโดยสภาพบังคับ เพราะใครพูดอะไรเปิดหน้ารู้ชื่อรู้ตัวตน หมด
ไม่มีนามแฝง ที่สำคัญจะถูกตรวจสอบเข้มข้นจากปฏิกิริยาต่างๆ
ที่ตามมาทันที
ฉะนั้นอย่ากำหนดคนอื่นจากตนเอง และเชื่อเถอะว่า เมื่อไหร่ที่คนดูรู้สึกว่ากำลังดูอะไรที่ไม่เป็นธรรม ไม่เป็นกลาง หรืออคติ ไม่น่าเชื่อถือ เขาก็ไม่มีเหตุผลต้องทนและจะกรองรายการนั้นทิ้งเอง
อันนี้ คือ ปรากฏการณ์ที่เป็นสัจธรรมที่สุดแล้วครับ |