" การปฏิบัติของเราที่หลวงพ่อชาสอนในสมัยก่อน
ที่วัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลฯ เราก็นึกถึงแต่หลวงพ่อ
ชานี่ ก็เป็นความจำที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แต่ตอนที่อยู่กับ
หลวงพ่อชา ก็ได้ผลในเรื่องของการปฏิบัติ เพราะท่าน
เป็นผู้เชี่ยวชาญ ที่จะแนะนำทางที่จะปลดทุกข์ได้ แรก
ๆ เราก็อยู่กับหลวงพ่อชา ปี ๒๕๑๐ ตอนนั้นเราไม่รู้
ภาษาไทย และภาษาอีสาน ท่านหลวงพ่อก็เทศน์เป็น
ภาษาอุบลฯ แล้วเราก็ไม่รู้เรื่อง
"แรก
ๆ ก็นั่งฟังหลวงพ่อท่านเทศน์หลายชั่วโมง
ด้วยความที่เราเป็นพระฝรั่ง เราจึงขอ ว่าช่วงที่หลวง
พ่อเทศน์นั้นเราจะกลับกุฏิ ไปทำสมาธิในกุฏิดีกว่า แต่
หลวงพ่อไม่อนุญาตบอกว่าต้องอยู่ต้องอดทนฟังเทศน์
ท่านก็บังคับให้ให้อยู่
"อารมณ์ที่เกิดขึ้นในจิตของเราเอง
แทนที่จะยอม
เพราะเรื่องภาษา ก็เป็นอุปสรรค อาจารย์ชาก็พูดภาษา
อังกฤษไม่เป็น พระสุเมโธก็พูดภาษาไทยไม่เป็นหลวง
พ่อชาจะสอนพระฝรั่งอย่างไร แต่ท่านก็มีอุบาย
มี
ความสามารถที่จะให้เราพิจารณาอารมณ์ที่เกิดขึ้นและ
ท่านบอกว่าพระสุเมโธความอดทนมันน้อยไป เป็นคน
อเมริกัน วัฒนธรรมอเมริกัน เป็นวัฒนธรรมที่ชอบทำ
อย่างรวดเร็ว ไม่ใช่คนที่อดทนต่ออะไร และท่านก็
บอกว่า พระสุเมโธไม่เข้าใจภาษาไทยก็ไม่เป็นไรแต่ให้
อดทนกับอารมณ์ที่เกิดขึ้น
"เบื่อแล้วก็เกิดอารมณ์โกรธ
โมโหอย่างนี้ แล้วก็เรา
ก็คิดแบบคนอเมริกันด้วย สงสารตัวเองว่าเราเป็นฝรั่ง
ไม่รู้ภาษา หลวงพ่อชายังจะให้เราอยู่ไม่เห็นใจเราแล้ว
ตอนนั้นนั่งพับเพียบไม่ค่อยได้ ด้วยความ ที่เราไม่เคย
นั่งอย่างนี้ จึงทำให้เจ็บปวดอย่างแรงที่สุด จึงอยาก
เปลี่ยนท่านั่ง
"พิจารณาในอารมณ์
แล้วทราบความทุกข์กับชีวิต
ของเราได้ ที่กุฏิครั้งแรกกุฏิที่อยู่วัดหนองป่าพง พระ
ไทยสมัยนั้นก็ไม่สูงเท่าไร นิยมสร้างเตี้ยๆ และไม่มี
พระฝรั่ง เราต้องก้มตัวลง ยืนตรงไม่ค่อยได้ เวลาเข้า
ประตูก็ต้องก้ม เสร็จแล้วก็เกิด อารมณ์รังเกียจกุฏิหลัง
นั้น บ้างก็อยากได้กุฏิสูงกว่านี้ แล้วไปหาหลวงพ่อบอก
ว่ากุฏิมันเตี้ยเกินไป อยู่ยาก มันโดนศีรษะ มันอันตราย
และเรารู้สึกไม่สบายใจ อยากอยู่กุฏิอื่น
"หลวงพ่อไม่ให้เรา
พอพิจารณาแล้วว่ากุฏิ พอที่จะกัน
แดดกันฝนได้ กุฏิเตี้ยนั้นพออยู่ได้ก็ดีแล้ว ถ้าพิจารณา
โดยปัญญาอย่างนี้ก็พอใช้ได้ ถ้าพิจารณาแบบคนอเมร กัน ตามวัฒนธรรมของคนอเมริกาว่าเตี้ยเกินไป
เล็ก
เกินไป ไม่เหมาะไม่ชอบกุฏิหลังนี้ก็จะมีความทุกข์อยู่ ถ้าเราพิจารณาด้วยปัญญา
ก็จะพอใจในสิ่งที่เรามีอยู่
"เรื่องอาหารก็เหมือนกัน
หลวงพ่อท่านชอบทรมานลูก
ศิษย์ เรื่องอาหารญาติโยมก็นำมาถวาย แล้วหลวงพ่อก็
ให้เทใส่กะละมังใหญ่ เป็นปลา เป็นไก่เป็นหมูทุกอย่าง
แล้วก็ผสมกัน จะมีข้าวเหนียวมีอาหารอีสานมีรสแปลก
ๆ ที่เราไม่เคยชิม เราก็เลยเกิดอารมณ์รังเกียจอาหาร
ด้วยมันไม่อร่อยมันไม่คุ้นเคย แล้วก็มีของ หวานที่โยม
นำมาถวายผสมกันหมดเลย มันทำให้การ ทานอาหาร
ลำบากแล้วก็มีความทุกข์เกิดขึ้น
"ความจริงพระพุทธเจ้า
สร้างวินัยให้พระรับอะไร
ก็ได้ไม่ใช่แต่สิ่ง ที่ชอบ หรือเป็นอาหารของเศรษฐีที่
เอร็ดอร่อย แต่ให้คิดว่าอาหารที่ให้ทานมานั้น
เป็น
อาหารที่บริสุทธิ์ ให้พิจารณาอย่างนี้ และอาหาร ที่มี
อยู่ในบาตรนั้นก็ดีแล้ว พอที่จะรักษาสุขภาพ ร่างกาย
ให้ดีด้วย
"เรื่องอาหารของอเมริกา
เปรียบเทียบกับอาหารที่
มีอยู่ในวัดหนองป่าพงนั้น เราก็คิดว่าอาหารของ
อเมริกาดีกว่าอร่อยกว่า อาหารที่วัดหนองป่าพงก็แย่
ไม่อร่อยเลย นั่นก็เป็นความคิดความเห็นที่เกิดขึ้น ทำ
ให้เรามีความทุกข์ พิจารณาด้วยปัญญาเราก็จะเห็น
และปล่อยความคิดแบบนี้ได้เราก็จะสามารถฉันอาหาร
ได้ด้วยสติด้วยปัญญา
"เมื่อ
๒๖ ปีมาแล้วตอนนั้นโยมได้นิมนต์ไป อยู่ประ
เทศอังกฤษ แล้วเราก็อยู่จนเคยแล้ว อยู่วัดป่าพงวัดป่า
นานาชาติมากว่า ๑๐ พรรษาแล้ว แล้วก็เปลี่ยนแปลง
ร่างกายใจ ให้เข้ากับพระไทยในสมัยนั้นตอนนั้นที่ไป
อยู่อังกฤษกับหลวงพ่อเราก็สงสัยว่า เราจะรักษาวินัย
ได้ไหม ในอังกฤษไม่ค่อยมีใคร รู้เรื่องของพระพุทธ
ศาสนา แล้วเราจะอยู่ในลอนดอนอย่างไร ถ้าไม่มีเงิน
จะใช้ แล้วคนอังกฤษจะเข้าใจอย่างไร เป็นคนแปลก
ศีรษะอย่างนี้(จับศีรษะ) มีจีวรอย่างนี้
เดินวิบากใน กรุงลอนดอน จะเข้าใจความประสงค์ของเราอย่างไร
เราก็สงสัยอย่างนี้
"แล้วเราก็ถามหลวงพ่อว่า
หลวงพ่อถ้าไม่มีใครจะใส่
บาตร ไม่มีใครจะถวายปัจจัย ๔ เราจะอยู่ได้อย่างไร
อาจารย์ก็ตอบอย่างดีว่า คนตะวันตกไม่มีเมตตา เราก็
ว่ามีเมตตาเหมือนกันและอาจารย์บอกว่าเราต้องอยู่ได้
เพราะชาวพุทธมีอยู่ทั่วโลก และชาวพุทธเป็นคนดีเรา
ต้องอาศัยความดี ท่านก็อยากให้เราพิจารณาในความ
เป็นมนุษย์ ว่าเป็นอย่างไร
"
ในประเทศอังกฤษ อเมริกาคนใจดีก็มีมาก คนมี
เมตตาก็มี ท่านก็อบรมเราอย่างนี้ หลวงพ่อชาก็เก่งนะ
ทั้งที่ท่านไม่เคยไปอเมริกา ไม่รู้ว่าอังกฤษเป็นอย่างไร อยู่เมืองไทยตลอด
แต่ท่านก็รู้ในเรื่อง ของสัตว์มนุษย์
เราว่าเป็นอย่างไร เราก็ไปอยู่อังกฤษ ๒๖ ปี ก็ดีเหมือน
กัน ไม่อดอาหาร ที่อยู่อาศัย ผ้าจีวรก็สมบูรณ์ดี เราไป
อยู่ก็ไม่มีปัญหาเรื่องอาหาร เรื่องสิ่งจำเป็น..."
|