|
เปิดข้อมูลปัญหาพรมแดนไทย-กัมพูชาทั้งทางบกและทาง
น้ำเกิดจากการถือแผนที่คนละฉบับ , หลักเขตแดนหาย และ
กำหนดจุดอ้างอิงคนละจุดบนแผนที่โลก
แนวพรมแดนไทยกับกัมพูชายาวประมาณ 798 กิโลเมตร ลากผ่าน
พื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี , ศรีสะเกษ , สุรินทร์, บุรีรัมย์ , สระแก้ว
,
จันทบุรี และตราด เมื่อมีการปักปันเขตแดน ตลอดแดนยาวประมาณ
798 กิโลเมตรนั้น แบ่งออกมาเป็น 3 ลักษณะคือลักษณะที่เป็น
สันปันน้ำมี 524 กิโลเมตร , ที่เป็นเส้นตรงมี 58 กิโลเมตร และที่เป็นลำคลองมี
216 กิโลเมตร
ทั้งไทยและกัมพูชามีการปักปันเขตร่วมกันครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2451 ตั้งแต่จังหวัดอุบลราชธานี
เรื่อยไปจนถึงจังหวัด
ตราด โดยไทยมีหลักเขตแดนทั้งหมด 73 หลัก ปัญหาเกิดขึ้นคือ หลักเขตแดนทั้ง
73 หลัก ปัจจุบันเหลือไม่ครบ
เนื่องจากบางหลักถูกเคลื่อนย้าย บางส่วนสูญหาย
สำหรับปัญหาพื้นที่ทับซ้อนที่เกิดขึ้น เกิดจากไทย และ กัมพุชาใช้แผนที่ในการพิจารณาปัญหาเขตแดนคนละฉบับ
ฝ่ายไทยใช้มาตราส่วน 1 : 50,000 ลำดับชุด L 7071 ที่กรมแผนที่ทหารจัดทำ
ส่วนกัมพูชาให้แผนที่ 1 : 50,000
ที่จัดพิมพ์โดยสาธารณรัฐสังคมเวียดนาม ซึ่งการการยึดแผนที่คนละใบ
ส่งผลให้เกิดแนวทับซ้อน
เพื่อแก้ปัญหาเรื่องเขตแดน ไทยกับกัมพูชาจึงได้ร่วมทำบันทึกความเข้าใจ
เรื่องการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดน
ใหม่ เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ.2543 และยังได้มีการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือไทย-กัมพูชา
(JBC) ครั้งที่ 5 ระหว่างวันที่ 7 - 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2549 ที่กรุงพนมเปญ
โดยที่ประชุมมีมติให้มีการสำรวจเขต
แดนทางบกให้แล้วเสร็จภายในปี พ.ศ. 2549 ส่วนเขตแดนทางน้ำให้แล้วเสร็จภายใน
พ.ศ.2550 ซึ่งคณะกรรมการ
ชุดนี้ลงมือสำรวจตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ.2549 เป็นต้นมา
โดยในการทำงานนั้น ทั้ง 2 ประเทศวางแนวทางไว้ 5 ขั้นตอนคือ
ขั้นตอนที่ 1 หาที่ตั้งหลักเขตแดนทั้ง 73 หลัก เมื่อตกลงเรื่องที่ตั้งของหลักเขตแดนได้แล้ว
จะซ่อมแซมใน
กรณีชำรุด และสร้างขึ้นใหม่กรณีที่สูญหาย หรือถูกเคลื่อนย้ายไป
ขั้นตอนที่ 2 จัดทำแผนที่ภาพถ่าย เพื่อแสดงลักษณะภูมิประเทศตามแนวเขตแดนทางบกตลอดแนว
โดยใช้
ภาพถ่ายทางอากาศหรือดาวเทียม เพื่อช่วยในการสำรวจหาแนวเขตแดนในภูมิประเทศ
ขั้นตอนที่ 3 กำหนดแนวที่เดินสำรวจลงบนแผนที่ภาพถ่าย ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันกำหนดแนว
ที่จะเดินสำรวจ
ตามหลักฐานทางกฎหมายลงบนแผนที่ภาพถ่าย
ขั้นตอนที่ 4 เดินสำรวจแนวเขตแดนภูมิประเทศ โดยทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันเดินสำรวจในภูมิประเทศจริง
เพื่อ
กำหนดแนวเขตแดนในภูมิประเทศ โดยใช้แผนที่ภาพถ่ายเป็นตัวช่วย
ขั้นตอนที่ 5 สร้างหลักเขตแดน โดยแบ่งตามลักษณะแนวเขตแดน
ปัญหาที่เป็นกรณีพิพาทจึงปรากฏในจังหวัดต่างๆ ตามตะเข็บแดนไทย -
กัมพูชา ไล่มาตั้งแต่จังหวัดสุรินทร์ จังหวัด
นี้มีหลักเขตแดนทั้งหมด 23 หลัก ตั้งแต่หลักที่ 2 ถึง 23 ผลสำรวจไม่พบ
6 หลัก และบางหลักมีร่องรอยการเคลื่อน
ย้าย ผลของการไม่พบและเคลื่อนย้ายหลักเขต ทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งคือ
กัมพูชาอ้างว่าปราสาทตาเมือนธม
เป็นของกัมพูชา ฝ่ายไทยจึงเสนอให้ตรวจสอบร่วมกันโดยใช้สันปันน้ำในบริเวณปราสาท
แต่ทางกัมพูชาอ้างว่า
ได้ตรวจสอบแล้ว พร้อมทั้งอ้างแผนที่ที่ฝรั่งเศสทำขึ้นเมื่อ พ.ศ.
2451 มาประกอบ ส่วนในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ ไม่มี
กรณีพิพาทใดๆ แต่เกิดปัญหาเรื่องหลักเขตแดนที่ 25 สูญหาย
ในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว มีหลักเขตสมบูรณ์ 11 หลัก สูญหายไป 6 หลัก
เป็นเหตุให้มีการล้ำแดนกันขึ้นทั้งหมด 7 จุด
คือ บริเวณเนิน 48 อำเภอตาพระยา บริเวณจุดผ่อนปรนตาพระยา บริเวณเขาพนมปะและเขาพนม-ฉัตร
บริเวณใน
ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง พื้นที่บ้านป่าไร่ใหม่ อำเภออรัญประเทศ
บริเวณจุดผ่านแดนถาวรคลองลึก และ
บ้านคลองหาด อำเภอคลองหาด
จังหวัดจันทบุรี มีพื้นที่ที่มีปัญหากัน 3 จุด คือ หลักเขตที่ 51
หลักเขตที่ 62 บ้านหนอง และหลักเขตที่ 66 และ 67
บ้านผักกาด อำเภอโป่งน้ำร้อน
จังหวัดตราดมีพื้นที่มีปัญหา 3 จุดคือ พื้นที่บางจุดของบ้านคลองสน
อำเภอคลองใหญ่ บ้านหนองรี อำเภอเมือง
และบ้านหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่
ส่วนเส้นเขตแดนทางน้ำ ไทยและกัมพูชาประกาศเขตไหล่ทวีปในอ่าวไทยแตกต่างกัน
ฝ่ายกัมพูชาประกาศเมื่อ 1
กรกฎาคม พ.ศ.2515 โดยลากเส้นจากจุดอ้างอิงที่ละติจูด 11 องศา 38.88
ลิปดาเหนือ / ลองติจูด 102 องศา
54.81 ลิปดา ตะวันออก ผ่านยอดเขาสูงสุดของเกาะกูดเลยไปถึงระยะกึ่งกลางระหว่างหลักเขตที่
73
ส่วนฝ่ายไทยประกาศเขตไหล่ทวีปเมื่อ 18 พฤษภาคม 2516 โดยกำหนดจุดอ้างอิงที่
1 ที่ละติจูด 11 องศา 39
ลิปดาเหนือ / ลองติจูด 102 องศา 55 ลิปดา ตะวันออก ที่บ้านหาดเล็ก
แล้วลากเส้นมายังเกาะกง จากนั้นแบ่ง
ครึ่งมุมระหว่างเส้นฐานตรงออกเป็นมุมภาคทิศ 211 องศา ไปยังตำแหน่งของจุดที่
2 ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เกิดพื้นที่
เหลื่อมทับทางทะเลประมาณ 34,043 ตารางกิโลเมตร (23/07/51)
|