- ก.คลังเผยห้องเช่าก็ได้รับอานิสงค์ 6 มาตรการ
- บางจาก ชิงประกาศลดราคาน้ำมันเที่ยงคืนวันนี้
- ห้างเริ่มจำกัดการซื้อน้ำมันปาล์ม
- ไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพประชุมรมต.พลังงานอาเซียน ครั้งที่ 26
- คาดได้ความชัดเจนราคาแอลพีจี.สัปดาห์หน้า
- พลังงานเตรียมเช็คสต๊อกน้ำมันพรุ่งนี้(24 ก.ค)
- ปล่อยขึ้นราคาน้ำมันปาล์มขวดละ 47.50 เป็น 50 บาท
- 7 ปีกองทุนหมู่บ้านทำเม็ดเงินสะพัดในชนบท
- บอร์ดการทางเตรียมอนุมัติขึ้นค่าทางด่วน
- รมว.คลังเตรียมออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาว
- ปัญหาสายการบินวันทูโกทำทัวร์ระส่ำ
- ไซรัสปิโตรเลียมยันสัปดาห์หน้าได้ความชัดดีเซลรัสเซีย
- รถร่วมขสมก.เตรียมขอเข้าร่วมโครงการรถเมล์ฟรี
- ผู้ผลิตรถไฟฟ้าห่วงปัญหาการเมือง




ก.คลังเผยห้องเช่าก็ได้รับอานิสงค์ 6 มาตรการ

ข่าวดีผู้ที่เช่าห้องพักในราคาไม่เกิน 3 พันบาทต่อเดือนได้ใช้
ไฟฟรี หากนำจำนวนห้องพักมาหาร
กับจำนวนค่าไฟที่ใช้แต่
ละเดือนได้ผลลัพท์เฉลี่ยใช้ไฟไม่เกิน 50 หน่วยต่อห้อง ก็จะ
ได้รับสิทธิ์ใช้ไฟฟรีด้วย




นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงการคลัง กล่าวถึงการบังคับใช้ 6 เดือน 6 มาตรการ
ที่ออกไปช่วยเหลือประชาชนว่าจะเริ่มทยอยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่
วันพรุ่งนี้ โดยหลัง 5 นาฬิกา เช้าวันพรุ่งนี้ ราคาขายปลีกน้ำมันจะ
ปรับลดลง โดยน้ำมันแก๊สโซฮอล์ทุกชนิดจะปรับลดลง 3.88 บาทต่อลิตร, น้ำมันดีเซล 2.71 บาทต่อลิตร, ส่วน
ไบโอดีเซลหรือ B-5 ลดลง 2.47 บาทต่อลิตร




ส่วนรถไฟ และรถเมล์ฟรี จะเริ่มมีผลในวันที่ 1 สิงหาคม โดยรถเมล์ทุกคันที่ให้ขึ้นฟรีจะติดสติ๊กเกอร์รอบคัน
ข้อความ "รถเมล์ฟรีเพื่อประชาชน" เช่นเดียวกันรถไฟที่จะติดป้ายข้างโบกิ้งทุกขบวนที่ให้ขึ้นฟรี ซึ่งขณะนี้ทั้ง
การรถไฟ และ ขสมก. ก็พร้อมที่ให้บริการแล้ว




ซึ่งในส่วนของขสมก.นั้น นายพิเณศวร์ พัวพัฒนกุล ผู้อำนวยการขสมก. บอกว่า ขณะนี้ได้เตรียมติดสติ๊กเกอร์ให้
บริการฟรีไว้แล้ว ส่วนการปล่อยรถจะใช้วิธีปล่อยแบบรถที่เก็บค่าโดยสารสลับกับรถที่ให้บริการฟรี ทั้งนี้จะมีรถฟรี
ที่ให้บริการวิ่งทั้งหมด 73 เส้นทาง เชื่อว่าจะครอบคลุมในทุกพื้นที่ทั่วกรุงเทพฯ เพราะส่วนใหญ่จะวิ่งในเส้นทางหลัก
ส่วนการให้บริการยังคงมีพนักงานเก็บเงินเช่นเดิม เพื่อทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยให้ผู้โดยสาร และดูแลการเปิด
ปิดประตูรถโดยสาร เพราะอาจเกิดปัญหาผู้โดยสารมากจนไม่สามารถปิดประตูรถได้ รวมทั้งกำชับพนักงานขับรถ
ให้ปิดประตูรถทุกครั้งก่อนรถเคลื่อนตัว นอกจากนี้ จะเก็บข้อมูลผู้โดยสารแต่ละสายว่ามีปริมาณเท่าไหร่ในแต่ละ
เที่ยว เพื่อนำไปทำสถิติการใช้รถของผู้โดยสารในแต่ละเส้นทางต่อไป




สำหรับน้ำ และไฟฟรี จะเริ่มในบิลรอบเดือนสิงหาคม เช่นกัน ซึ่งนอกจากประชาชนทั่วไปที่ใช้ไฟไม่ถึง 50 หน่วย
จะได้ใช้ไฟฟรีแล้ว ประชาชนที่เช่าหอ หรืออพาร์เม็นท์ ในราคาค่าเช่าเดือนละไม่เกิน 3 พันบาท หากใช้ไฟไม่เกิน
50 หน่วย โดยจะคำนวณจากจำนวนห้อง และค่าไฟที่ใช้ในแต่ละเดือน ก็จะได้ใช้ไฟฟรีด้วย แต่จะมีผลในรอบบิล
เดือนกันยายน โดยตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม นี้ จะเปิดให้เจ้าของห้องเช่าไปขึ้นทะเบียนรัฐวิสาหกิจต้นสังกัด โดย
ต้องนำสัญญาเช่าห้องไปด้วย เพื่อกันการแอบอ้าง สำหรับการชดเชยรายได้ให้กับรัฐวิสาหกิจ จะชดเชยต้นงวด
โดยสำนักงบประมาณจะประสานไปยังกระทรวงต้นสังกัดของรัฐวิสาหกิจนั้นๆ เพื่อนำเงินไปชดเชยให้




ซึ่งในส่วนของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต1 ภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ ก็เริ่มจดค่าไฟ สนองมาตรการค่าไฟฟรีแล้ว โดย
นายอุทัย พัฒนวีระกิจ ผู้อำนวยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 1 ภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ บอกว่า มาตรการลดค่าใช้จ่าย
ไฟฟ้าซึ่งเป็น 1 ใน 6 มาตรการของรัฐบาลว่า ประชาชนผู้มีรายได้น้อย ใน 6 จังหวัดภาคเหนือ จะได้รับประโยชน์
จากนโยบายนี้ ประมาณ 980,000 คน ที่ใช้ไฟไม่เกิน 80 หน่วย/เดือน โดยล่าสุดได้เริ่มจดหน่วย ตั้งแต่วันที่ 21
ก.ค. จนถึง 30 ก.ค.นี้ ซึ่งจะไปครบรอบ ในวันที่ 21 ส.ค.ถึง 30 ส.ค. หากไม่เกิน 80 หน่วย ก็จะไม่ต้องเสียค่าไฟ
เป็นเงิน 203 บาท แต่ถ้าอยู่ระหว่าง 81 หน่วย ถึง 150 หน่วย รัฐบาลก็จะออกให้ครึ่งหนึ่ง หรือ เป็นเงิน 202 บาท
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า ในทางปฏิบัติอาจมีปัญหาการคาบเกี่ยวของเวลา ที่เจ้าหน้าที่ออกไปจดหน่วย เพราะ
หากเกินมา 1 หน่วยก็จะไม่เข้าหลักเกณฑ์ดังกล่าวทันที (24/07/51)







บางจาก ชิงประกาศลดราคาน้ำมันเที่ยงคืนวันนี้

บางจาก ประกาศปรับลดน้ำมันจากผลของการปรับลดภาษี
สรรพสามิตน้ำมัน และราคาน้ำมันในตลาดโลก มีผลหลัง
เที่ยงคืนของวันนี้




บางจาก นำร่องปรับลดราคาน้ำมัน เนื่องจากการปรับภาษีสรรพสามิต
น้ำมันของรัฐบาลประกอบกับราคาน้ำมันในตลาดโลกได้ปรับตัว
ลดลง ทำให้บางจากตัดสินใจปรับลดราคาน้ำมันดังนี้ น้ำมันแก๊ส
โซฮอล์ทุกชนิด(95, 95E-20, 91, E85) ปรับลดลงลิตรละ 4.70
บาท น้ำมันเบนซิน 91 ปรับลดลงลิตรละ 80 สตางค์, น้ำมันดีเซล
ปรับลดลง 3.50 บาทต่อลิตร, ไบโอดีเซลบี 5 ปรับลดลง 3.30 บาทต่อลิตร ซึ่งบางจากจะเริ่มจำหน่ายน้ำมันใน
ราคาใหม่ตั้งแต่หลังเที่ยงคืนในวันนี้ (24/07/51)






ห้างเริ่มจำกัดการซื้อน้ำมันปาล์ม

ห้างค้าปลีกเริ่มจำกัดการจำหน่ายน้ำมันปาล์ม ลูกค้าซื้อได้
รายละไม่เกิน 3 ขวด หลังประชาชนเริ่มทยอยซื้อน้ำมันปาล์ม
เก็บไว้ ก่อนปรับราคา 1 สค.นี้




บรรยากาศการจำหน่ายน้ำมันปาล์ม ที่ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ในวันนี้
ได้มีประชาชนทยอยเข้ามาซื้อน้ำมันปาล์มกันอย่างคึกคัก หลังทราบ
ข่าวว่าจะมีการปรับราคาจำหน่ายเพิ่มขึ้นในวันที่ 1 สิงหาคมนี้ โดย
บรรดาแม่บ้านให้เหตุผลว่า น้ำมันปาล์มเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องใช้ในครัว
ทุกวัน การปรับราคาจึงมีผลกระทบต่อรายจ่าย ทำให้ต้องเสียเงิน
มากขึ้น เมื่อรู้ข่าวว่าจะขึ้นราคา จึงต้องรีบหาซื้อเก็บไว้ เพราะ
สามารถประหยัดไปได้หลายบาท ขณะที่ทางห้างค้าปลีกได้มีการจำกัดจำนวนจำหน่าย โดยลูกค้า 1 ราย สามารถ
ซื้อน้ำมันปาล์มได้รายละไม่เกิน 3 ขวด เพื่อป้องกันการกัดตุนสินค้า และกระจายสินค้าให้ถึงมือประชาชนอย่าง
เท่าเทียม อย่างไรก็ตามขณะนี้ในห้างสรรพสินค้า ยังไม่มีปัญหาขาดแคลนน้ำมันปาล์มแต่อย่างใด โดยยังคงมีวาง
จะหน่ายเต็มชั้น เพื่อให้ประชาชนเลือกซื้อได้อย่างสะดวก




ขณะที่นายยรรยง พวงราช อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่กรมตรวจสต็อกสินค้าน้ำมัน
ปาล์มและน้ำมันถั่วเหลือง เพื่อป้องกันปัญหาการกักตุนและขายเกินราคา หลังจากที่คณะอนุกรรมการพิจารณาน้ำมัน
ปาล์มได้มีมติให้น้ำมันปาล์มและถั่วเหลืองขนาดบรรจุขวด 1 ลิตร ปรับขึ้น 5 บาท ส่งผลให้น้ำมันปาล์มปรับจาก 47
บาท เป็น 52 บาท และน้ำมันถั่วเหลือง 49.50 บาท เป็น 55 บาท ซึ่งมีผลบังคับใช้ราคาใหม่ในวันที่ 1 ส.ค.นี้ด้วย (24/07/51)






ไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพประชุม รมต.พลังงานอาเซียน ครั้งที่ 26

ไทยประกาศความพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐมนตรี
พลังงานอาเซียน ครั้งที่ 26 ชูประเด็นการผลักดันพลังงาน
ทดแทนให้เป็นวาระแห่งอาเซียน การเชื่อมโยมแหล่งพลังงาน
กระแสหลักเข้าด้วยกัน เพื่อลดวิกฤตพลังงานโลก





พลโทหญิงพูลภิรมย์ ลิมปตพัลลภ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
กล่าวถึงความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพจัดการ
ประชุมรัฐมนตรีพลังงานอาเซียน ครั้งที่ 26 ที่จะมีขึ้นในระหว่างวันที่
8-14 สิงหาคมนี้ว่า




ในการประชุมครั้งนี้จะมีการเสนอยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงาน อันเนื่องมาจากราคาน้ำมันแพง ซึ่งใน
แต่ละชาติในภูมิภาคอาเซียนจะร่วมกันระดมสมอง เพื่อหาทางบรรเทาวิกฤตพลังงาน ด้วยการผลักดันยุทธศาสตร์ ในการใช้ศักยภาพด้านพลังงานที่แต่ละชาติมีอยู่อย่างเต็มที่ ทั้งในรูปแบบพลังงานทดแทน และการเชื่อมโยงแหล่ง
พลังงานกระแสหลักเข้าด้วยกัน รวมทั้งสร้างความร่วมมือเพื่อขจัดจุดอ่อนและเสริมจุดแข็งด้านพลังงานของแต่ละ
ชาติสมาชิกร่วมกัน




นอกจากนี้กระทรวงพลังงานของไทยจะใช้เวทีการประชุมนี้ผลักดันเรื่องพลังงานทดแทนให้เป็นวาระแห่งอาเซียน
โดยเฉพาะเรื่องเชื้อเพลิงชีวภาพ ที่แต่ละชาติในอาเซียนมีความโดดเด่นไม่เหมือนกัน เช่น หากเป็นการผลิตพลัง-
งานทดแทนจากเอธานอล ไทยและฟิลิปปินส์จะมีศักยภาพมากกว่า




ขณะที่การผลิตไบโอดีเซลจากปาล์มน้ำมันจะต้องเป็นของประเทศมาเลเซียหรืออินโดนีเซียเป็นต้น ทั้งนี้กระทรวง
พลังงานจะเร่งสนับสนุนการเพิ่มเป้าหมายของการใช้พลังงานทดแทนในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งจะตอกย้ำความเป็นผู้นำ
ของไทยในด้านพลังงานทดแทนของภูมิภาค รวมทั้งเร่งผลักดันให้ประเทศในกลุ่มอาเซียนสามารถเชื่อมโยงแหล่ง
พลังงานที่สำคัญในภูมิภาคผ่านระบบสายส่งไฟฟ้าและท่อก๊าซ เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานของอาเซียนใน
ระยะยาว




สำหรับสิ่งที่คนไทยจะได้รับจากการประชุมครั้งนี้ คือ การได้องค์ความรู้ด้านพลังงานเพิ่มขึ้น และรับทราบข้อมูลด้าน
นโยบายพลังงานของกลุ่มประเทศสมาชิก รวมถึงรับทราบสถานการณ์ทิศทางพลังงานของกลุ่มเป็นประเทศสมาชิก
เพื่อให้สามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์พลังงานปัจจุบันมากขึ้น โดยเชื่อว่าการประชุมครั้งนี้ผลการ
หารือจะส่งผลกระทบกับกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมัน และเพิ่มอำนาจการต่อรองให้กับกลุ่มอาเซียนมากขึ้น (23/07/51)





คาดได้ความชัดเจนราคาแอลพีจี.สัปดาห์หน้า

รมว.พลังงาน ระบุ สัปดาห์หน้าได้ความชัดเจนการแบ่ง
โครงสร้างราคาก๊าซแอลพีจี.สัปดาห์หน้า พร้อมปฏิเสธยังไม่
ทราบรายละเอียดการนำเข้าน้ำมันดีเซลราคาถูกจากมาเลเซีย





พลโทหญิงพูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาปรับโครงสร้างราคาก๊าซแอลพีจี.
ว่า คณะทำงานปรับโครงสร้างราคาก๊าซแอลพีจี. เป็น 2 ราคา




โดยแบ่งระหว่างราคาก๊าซครัวเรือน และราคาก๊าซสำหรับภาคขนส่งออกจากกัน โดยการพิจารณาเรื่องดังกล่าว
จะได้ข้อสรุปราคาแอลพีจี.ภาคขนส่งและภาคอุตสาหกรรมอัตราใหม่ในสัปดาห์หน้าจากนั้นจะนำเข้าสู่การพิจารณา
ของคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) ต่อไป




อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยราคาได้ว่าราคาภาคขนส่งและภาคอุตสาหกรรมจะ แตกต่างจากภาค
ครัวเรือนระดับใด แต่จะเป็นการปรับแบบค่อยเป็นค่อยไป ทั้งนี้ภายหลังจากการปรับราคาแอลพีจีเป็น 2 ระดับ
ราคาแล้ว กระทรวงพลังงานจะปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเข้มงวดเพื่อไม่ให้เกิดการถ่ายเทก๊าซแอลพีจีภาคครัวเรือน
ไปใช้ในภาคขนส่งรวมถึงป้องกันการดัดแปลงนำไปใช้กับรถยนต์หรือมอเตอร์ไซด์อย่างไม่ถูกต้อง




ส่วนกรณีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีแนวคิดนำเข้าน้ำมันดีเซลราคาถูกกว่าท้องตลาด 10 บาทต่อลิตร จาก
ประเทศมาเลเซียนั้น ยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่ทราบรายละเอียด เนื่องจากไม่มีการติดต่อหรือหารือมายังกระทรวง
พลังงานแต่อย่างใด ทั้งนี้การนำเข้าน้ำมันดีเซลราคาถูกทั้งจากประเทศมาเลเซีย หรือรัสเซียก็ตาม ผู้นำเข้าต้อง
เป็นผู้ค้าตามมาตรา 7 ซึ่งมีกฎหมายระบุชัดเจนว่าต้องมีถังสำรองน้ำมัน 10% ของปริมาณที่จำหน่าย และต้อง
มีน้ำมันสำรอง 5% ของปริมาณที่จำหน่าย เป็นต้น จึงจะสามารถเป็นผู้นำเข้าได้เท่านั้น (23/07/51)






พลังงานเตรียมเช็คสต๊อกน้ำมันพรุ่งนี้(24 ก.ค)

กระทรวงพลังงานเตรียมพร้อมการตรวจเช็คสต๊อกน้ำมัน
ตามปั๊มและคลังน้ำมันต่างๆ ทั่วประเทศ ก่อนพิจารณาจ่าย
เงินชดเชยให้กับผู้ค้าตามมาตรการลดภาษีสรรพสามิต
น้ำมันของรัฐบาล ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 25 กค.นี้




พล.ท.หญิงพูลภิรมย์ ลิปตพัลลภ รมว.พลังงาน กล่าวว่า ในวันนี้
ได้มีการหารือกับผู้ว่าราชการจังหวัด ทั้ง 75 จังหวัด และหน่วยงาน
ที่เกี่ยวข้อง ผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอร์เลน เพื่อซักซ้อมความเข้าใจ
และกระบวนการตรวจเช็คสต๊อกน้ำมันตามคลังน้ำมันและปั๊มต่างๆ
ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ก่อนที่จะมีการอนุมัติชดเชยค่าส่วนต่างจากการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันตามมาตรการ
ของรัฐบาล เพื่อให้การจำหน่ายน้ำมันในราคาใหม่ที่จะเริ่มในวันที่ 25 กค.นี้ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย




โดยย้ำว่าในเวลา 24 นาฬิกา ของวันที่ 24 กค.ผู้ค้าน้ำมันทุกรายและปั๊มน้ำมันทุกปั๊มจะต้องหยุดทำการขายน้ำมัน
จนกว่าการตรวจเช็คสต๊อกน้ำมันจะแล้วเสร็จ จึงจะเริ่มขายน้ำมันในราคาใหม่ได้ ซึ่งจะถือเป็นเรื่องดีที่ตั้งแต่วันที่ 25 กค.นี้ ประชาชนจะได้ใช้น้ำมันในราคาถูกลงจากการปรับลดภาษี ประกอบกับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกขณะนี้
ปรับตัวลดลง มาอยู่ที่ 127.5 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลที่อาจจะมีผลให้ราคาน้ำมันในตลาดสิงคโปร์และราคาขาย
ปลีกในประเทศปรับตัวลดลงอีกในเร็ว ๆ นี้ (23/07/51)






ปล่อยขึ้นราคาน้ำมันปาล์มขวดละ 47.50 เป็น 50 บาท

พาณิชย์ยอมปล่อยขึ้นราคาน้ำมันปาล์มจากขวดละ 47.50
บาท เป็น 50 บาท ส่วนถั่วเหลืองปรับจาก 49 บาท เป็น 54
บาท คาดมีผลวันที่ 1 สิงหาคมนี้



นายยรรยง พวงราช อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวยอมรับในวันนี้
ว่า ที่ประชุมอนุกรรมการพิจารณาราคาน้ำมันพืช เมื่อวันที่ 22
กรกฎาคมที่ผ่านมา มีมติให้ปรับขึ้นราคาน้ำมันพืชชนิดขวดละ 1 ลิตร
ตามที่เอกชนร้องขอ แต่มติดังกล่าวยังไม่มีผล จนกว่าจะผ่านความ
เห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์




นอกจากนี้กระทรวงพาณิชย์ก็ไม่ต้องการให้ข่าวการปรับราคาเผยแพร่ออกไปก่อนเวลาที่จะมีผลบังคับใช้ เนื่องจาก
จะเกิดปัญหาการกักตุนสินค้า ซึ่งจะสร้างความวุ่นวายต่อระบบทางการค้า อย่างไรก็ตาม การปรับราคาน้ำมันพืชครั้งนี้ คาดว่าจะมีผลอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 สิงหาคมนี้




โดยน้ำมันปาล์มจะปรับราคาขึ้นเป็นขวดละ 50 บาท จากราคาเดิม 47.50 บาท และน้ำมันถั่วเหลือง ปรับราคาเป็น
54 บาท จากราคาเดิม 49 บาท การอนุมัติขึ้นราคาครั้งนี้ เพราะต้นทุนการผลิตแพง ประกอบกับน้ำมันทั้ง 2 ชนิด สามารถ ใช้เป็นพลังงานทดแทนได้ จึงมีราคาเพิ่มขึ้นตลอด นอกจากนี้ผู้ผลิตยังมีต้นทุนในเรื่องของการบรรจุด้วย
สำหรับการกระทำผิดโดยการกักตุนสินค้า ผู้กระทำความผิดจะได้รับโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000
บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (23/07/51)







7 ปีกองทุนหมู่บ้านทำเม็ดเงินสะพัดในชนบท

รัฐบาลเร่งอัดฉีดเม็ดเงินลงไปสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับ
ประชาชนในภาคชนบท ล่าสุดวันนี้ได้โอนเงินลงไปให้กองทุน
หมู่บ้านเกิดใหม่ หมู่บ้านละ 1,000,000 บาท อีก 907 หมู่บ้าน
ขณะที่ตลอดระยะเวลา 7 ปี ของการจัดตั้งกองทุนหมู่บ้านช่วย
สร้างงานสร้างอาชีพให้กับประชาชนในภาคชนบทมีรายได้
เพิ่มขึ้น โดยแต่ละปีมีเม็ดเงินหมุนเวียน ปีละกว่า 700,000
ล้านบาท



โดย นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการ-
กระทรวงการคลัง ได้เป็นประธานกดปุ่มโอนเงินเข้ากองทุนหมู่บ้าน
และชุมชนเมืองเกิดใหม่จำนวน 907 กองทุน กองทุนละ 1,000,000 บาท พร้อมนั่งหัวโต๊ะประชุมเชิงปฏิบัติการ
เพื่อกำหนดทิศทางการดำเนินงานของกองทุนหมู่บ้าน




นพ.สุรพงษ์ บอกว่าตลอดระยะเวลา 7 ของการดำเนินนโยบายกองทุนหมู่บ้าน สามารถจัดสรร และโอนเงินลงไป
ให้หมู่บ้านแล้วทั้งสิ้น 78,013 กองทุนทั่วประเทศ กองทุนละ 1,000,000 ซึ่งก็ทำให้คนจนเข้าถึงแหล่งเงินทุนในการ
นำไปสร้างงาน สร้างอาชีพเสริม และทำให้เกิดการพัฒนาชุมชนที่ยั่งยืน และในปีหน้าจะเป็นปีสุดท้ายที่รัฐบาลจะ
ตั้งงบเข้าไปสนับสนุนกองทุนหมู่บ้าน เพราะกองทุนต่างๆ สามารถยืนอยู่ได้ด้วยตนเอง ยกเว้นหมู่บ้านที่เกิดขึ้นใหม่ โดยล่าสุดได้มีกองทุนหมู่บ้านยกระดับเป็นสถาบันการเงินชุมชนแล้ว 449 แห่ง โดยมีธนาคารกรุงไทย, ธนาคาร
ออมสิน, และ ธกส. คอยเป็นพี่เลี้ยง (23/07/51)





บอร์ดการทางเตรียมอนุมัติขึ้นค่าทางด่วน

ประธานบอร์ด กทพ. ยันจะไม่นำตัวเลขที่ บีอีซีแอล.เสนอมาพิจารณาในการประชุมบอร์ดพรุ่งนี้ ส่วน
บอร์ดจะอนุมัติให้ปรับขึ้นค่าผ่านทางและให้ประชาชนแบกรับภาระภาษีมูลค่าเพิ่มเองหรือไม่ ขอฟัง
นโยบายที่ชัดเจนจากรัฐบาลก่อนตัดสินใจ แต่ยอมรับที่ผ่านมา กทพ.ต้องแบกรับภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม
แทนประชาชนมานาน ส่งผลให้ต้องสูญเสียรายได้ไปปีละไม่ต่ำกว่า 700-800 ล้านบาท





นายสุรชัย ธารสิทธิ์พงศ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานบอร์ดการทางพิเศษแห่งประเทศไทย
(กทพ.) เปิดเผยว่า ในการประชุมบอร์ด กทพ.วันพรุ่งนี้ จะมีการพิจารณาการขอปรับขึ้นค่าผ่านทางพิเศษตามที่
คณะอนุกรรมการพิจารณาค่าผ่านทางเสนอโดยการพิจารณาปรับขึ้นค่าผ่านทาง จะพิจารณาตามดัชนีราคา
ผู้บริโภคที่เพิ่มสูงขึ้น




โดยนำตัวเลขค่าผ่านทางที่ทางคณะอนุกรรมการเสนอเป็นตัวพิจารณาใน 2 แนวทาง คือ 1.อนุมัติให้ปรับขึ้นค่าผ่าน
ทางทั้งอัตราค่าผ่านทาง 5 บาทและภาษีมูลค่าเพิ่ม 3 บาท ทำให้ค่าทางด่วนที่ปรับขึ้นแล้วอยู่ที่ 48 บาท หรือ 2.
อนุมัติให้ปรับขึ้นแต่อัตราค่าผ่านทางเพียงอย่างเดียว 5 บาท และให้ กทพ.แบกรับภาระภาษีมูลค่าเพิ่มแทน
ประชาชนต่อไป ทำให้ค่าผ่านทางด่วนที่ปรับขึ้นแล้วอยู่ที่ 45 บาท




ซึ่งบอร์ดจะต้องดูนโยบายของทางรัฐบาลและกระทรวงคมนาคมก่อนว่าจะมีนโยบายให้ กทพ.แบกรับภาระภาษี
มูลค่าเพิ่มแทนประชาชนต่อเพื่อลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชนหรือไม่ ซึ่งหาก กทพ.จะต้องแบกรับภาระภาษี
มูลค่าเพิ่มแทนประชาชนต่อ ก็จะทำให้ กทพ.ต้องสูญเสียรายได้ไปอย่างน้อยปีละ 700-800 ล้านบาท




อย่างไรก็ตามนายสุรชัย ได้กล่าวถึงกรณีที่มีการใช้ฐานตัวเลขอัตราค่าผ่านทางที่แตกต่างกันมาคำนวณอัตราค่า
ผ่านทางที่ต้องปรับขึ้น ทำให้ตัวเลขที่มีการเสนอระหว่าง กทพ.และบริษัททางด่วนกรุงเทพ(บีอีซีแอล) ไม่ตรงกัน
ซึ่งปัญหาดังกล่าว บอร์ดจะพิจารณาเพียงตัวเลขของคณะอนุกรรมการเสนอเท่านั้น ส่วนตัวเลขที่ บีอีซีแอลเสนอขอ
ให้ปรับขึ้นเป็น 55 บาทนั้น เห็นว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะพิจารณา




สำหรับสาเหตุที่ กทพ.และบีอีซีแอล เสนอตัวเลขการขอปรับขึ้นค่าผ่านทางไม่เท่ากันนั้น เนื่องมาจาก บีอีซีแอล
ใช้อัตราค่าผ่านทางในปี 2546 คือ 45 บาท มาเป็นฐานในการคำนวณอัตราค่าผ่านทาง ขณะที่ กทพ.คำนวณจาก
ฐานอัตราค่าผ่านทางในปี 2541 คือ 40 บาท ส่งผลให้ตัวเลขค่าผ่านทางใหม่ของทั้งสองฝ่ายแตกต่างกัน แต่คณะ-
อนุกรรมการฯจะเสนออัตราค่าผ่านทางตามการคำนวณของ กทพ.ให้บอร์ด กทพ.พิจารณาในการประชุมวันที่ 24
ก.ค.นี้ เพื่อให้มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.นี้ ตามเงื่อนไขสัญญาสัมปทาน (23/07/51)







รมว.คลังเตรียมออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาว

รัฐมนตรีว่ากากรระทรวงการคลัง แย้มเตรียมออกมาตรการ
กระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาวอีกรอบ และจะเรียกแบงค์เฉพาะกิจ
หารือ ลดส่วนต่างดอกเบี้ยสัปดาห์หน้า




โดยนายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี
ว่าการกระทรวงการคลัง บอกว่าขณะนี้ได้สั่งให้สำนักงานเศรษฐกิจ
การคลัง หรือ สศค. ดูมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาว ซึ่งจะ
ประกอบด้วยการรื้อโครงสร้างภาษีนิติบุคคล เพื่อกระตุ้นการลงทุน
และเพิ่มขีดแข่งขัน




รวมทั้งให้ดูมาตรการสร้างรายได้ เพื่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น การส่งเสริมการท่องเทียว ซึ่งเชื่อว่าจะ
สามารถสร้างรายได้ ได้ภายใน 6 เดือน และจะได้ข้อสรุปมาตรการเหล่านี้ภายใน 2เดือนนอกจากนี้ในสัปดาห์หน้า
จะมีการหารือกับแบงค์รัฐ เรื่องการผ่อนปรนการบังคับใช้มาตรฐานบัญชี หรือ บีไอเอส.39




โดยจะพิจารณาดูว่าจะผ่อนผันได้มากน้อยเพียงใด จากเดิมที่จะต้องปฏิบัติในปี 2552 เนื่องจากเห็นว่าเป็นข้อจำกัด
ทำให้การดูแลเรื่องดอกเบี้ยทำได้อยาก อีกทั้งเห็นว่าภายใต้ภาวะเศรษฐกิจขณะนี้ คนต้องการสินเชื่อมากขึ้น
ขณะที่รัฐเองก็ต้องการให้สถาบันการเงินของรัฐเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ฉะนั้นอะไรที่เป็นอุปสรรคก็ต้องทบทวน




ส่วนที่แบงค์ชาติออกมาท้วงว่าอาจทำให้แบงค์รัฐอ่อนแอนั้น รัฐมนตีว่าการกระทรวงการคลังบอก ต้องดูว่าการ
นำเอไอเอส 39 มาใช้เพื่อต้องการติดต่อกับต่างประเทศอย่างเดียวหรือไม่ โดย ยกตัวอย่าง ISO บริษัทที่ไม่ได้
รับก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีประสิทธิภาพ โดยเห็นว่าอยู่ที่การบริหารจัดการมากกว่า




นอกจากนี้จะมีการพูดคุยเรื่องอัตราดอกเบี้ย โดยนายแพทย์สุรพงษ์ ต้องการให้สถาบันการเงินของรัฐขึ้นดอกเบี้ย
เงินฝาก และตรึงดอกเบี้ยเงินกู้ เพื่อให้ส่วนต่างดอกเบี้ยเหลือไม่เกิน 2% จากเดิม 4% ด้วย (22/07/51)






ปัญหาสายการบินวันทูโกทำทัวร์ระส่ำ

ปัญหาสายการบินวันทูโก ที่ถูกสั่งระงับการบิน เนื่องจาก
ตัวเครื่องบินขาดมาตรการความปลอดภัยทำธุรกิจทัวร์
ระส่ำ นักท่องเที่ยวขาดความเชื่อมั่น ขณะที่ผู้ประกอบการ
ทัวร์จี้รัฐเร่งสร้างความเชื่อมั่นหวั่นลุกลามสายการบินทั้ง
ระบบ




นายเชวง ลักษณะวิลาศ กรรมการผู้จัดการรุ่งเรืองทัวร์ กล่าวว่าเดิม
ทุกคนเข้าว่าปัญหาน้ำมันทำให้วันทูโกไม่สามารถบินได้ แต่เมื่อ
ข้อเท็จจริงเกิดจากความไม่ปลอดภัยของสายการบินเองทั้งตัว
เครื่องบิน และนักบิน ก็เท่ากับเป็นการตอกย้ำถึงความไม่ปลอดภัยของสายการบินโลว์คอส ทำให้นักท่องเที่ยวยิ่ง
ขาดความเชื่อมั่นสายการบินต้นทุนต่ำมากขึ้น




นายเชวงกล่าวว่า ปัจจุบัน ธุรกิจทัวร์ หันมาใช้สายการบินโลว์คอสกันมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงนี้ที่บรรดาสายการบิน
ต่างๆ ปรับค่าธรรมเนียมน้ำมัน ซึ่งเฉลี่ย 2,000 บาท/เที่ยว แต่หากเป็นการบินระหว่างประเทศ เพื่อขึ้นอีกกว่าเท่าตัว
ทำให้สายการบินโลว์คอส เป็นที่ต้องการของธุรกิจท่องเที่ยวมากขึ้น เนื่องจากช่วยประหยัดต้นทุนได้มาก



โดยทัวร์ในประเทศไม่น้อยกว่า 70 - 80 % ใช้บริการสายการบินโลว์คอส อย่างเช่น เดินทางไปภูเก็ต โลว์คอส
แอร์ไลน์ มีค่าใช้จ่ายไปกลับเพียง 3,500 บาท ขณะที่สายการบินปกติ เดินทางได้เที่ยวเดียวเท่านั้น ขณะที่ทัวร์
ต่างประเทศที่เดินทางไม่ไกลมาก ก็หันมาใช้บริการสายการบินต้นทุนต่ำเช่นกัน โดยจะมาในลักษณะการเช่าเหมาลำ




นายเชวงบอกว่าเรื่องนี้ ภาครัฐจะต้องลงมาสร้างความเชื่อมั่นอย่างเร่งด่วน ก่อนปัญหาจะลุกลามสายการบินทั่งระบบ
โดยเฉพาะกลุ่มโลว์คอส จากเดิมที่นั่งสั่งๆ ตามกฏ ซึ่งอาจทำให้ควบคุมไม่ถึง เพราะช่วงนี้ต้นทุนของสายการบิน
พุ่งขึ้นกว่าเท่าตัว อาจทำให้บางสายการบินหมกเม็ดปัญหา เพื่อลดต้นทุนเกิดขึ้นได้ โดยภาครัฐจะต้องลงไปดู เเละ
พูดความจริงออกมา โดยยกกรณีสายการบินวันทูโก เพราะหากช่วงนี้มีอุบัติเหตุทางเครื่องบินเกิดขึ้นอีก ก็จะก่อให้
เกิดหายนะทันที ไม่เฉพาะต่อธุรกิจการบิน แต่จะลามถึงธุรกิจท่องเที่ยวด้วย




นายเชวงยังได้กล่าวถึงภาพรวมธุรกิจท่องเที่ยวว่า ราคาน้ำมัน ทำให้ต้นทุนการทำทัวร์เพิ่มสูงขึ้นมาก โดยยอดจอง
ทัวร์ขณะนี้ ลดลงมากกว่า 50 % แล้ว โดยเฉพาะทัวร์ในประเทศที่ซบเซามาก่อนหน้านี้ วันนี้ยิ่งหนักไปอีก โดย
เฉพาะทัวร์ที่เดินทางโดยรถ หายเกือบหมด เพราะพิษน้ำมัน ทำค่าเดินทางเมื่อเทียบกับการเดินทางโดยเครื่องบิน
เเทบไม่ต่างกัน นักท่องเที่ยวจึงเลือกที่จะเดินทางโดยเครื่องบินแทน ขณะที่ทัวร์ต่างประเทศก็ลดลงเช่นกัน เนื่อง-
จากค่าเงินบาทที่อ่อนค่า ทำให้ต้องจ่ายเเพงขึ้น




ขณะที่ผู้ประกอบการหลายราย โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่สายป่านไม่ยาวพอ ต้องหยุดทำทัวร์ชั่วคราว เนื่องจาก
สู้ต้นทุนทึ่พุ่งสูงไม่ไหว บริษัทที่อยู่ได้ขณะนี้ ล้วนแต่เป็นบริษัทที่เปิดมานาน อาศัยเป็นที่ค้นเคยของนักท่องเที่ยว แต่ก็หนีไม่พ้นภาระต้นทุนที่สูงขึ้นเช่นกัน (22/07/51)






ไซรัสปิโตรเลียมยันสัปดาห์หน้าได้ความชัดดีเซลรัสเซีย

ผู้บริหารไซรัส ปิโตรเลียม ขอเวลาอีก 1 สัปดาห์เคลียร์ปัญหาเรื่องการนำเข้าน้ำมันดีเซลรัสเซีย ก่อน
เปิดชี้แจงให้ข้อมูลนำเข้าน้ำมันอีกครั้ง ยืนยันจะเป็นผู้นำเข้าน้ำมันเอง แต่หากกฎหมายปิดช่องทำให้ไม่
สามารถนำเข้าเองได้ ก็มีพันธมิตรหลายรายเสนอตัวขอเป็นผู้นำเข้าแทน




นายพิเชษฐ์ ประเสริฐไทย รองกรรมการผู้จัดการบริษัท ไซรัสปิโตรเลียม จำกัด เปิดเผยว่า กระบวนการนำเข้า
น้ำมันดีเซลจากรัสเซียขณะนี้ใกล้ได้ข้อสรุปแล้ว โดยคาดว่าภายในสัปดาห์หน้าจะได้ความชัดเจนในทุกเรื่อง
ทั้งเรื่องคลังน้ำมัน จุดจอดเรือขนถ่ายน้ำมัน และการขนส่งน้ำมันไปยังสหกรณ์ต่าง ๆ ซึ่งจะมีการเปิดแถลงข่าว
ให้กับสื่อมวลชนได้รับทราบข้อเท็จจริงอีกครั้ง ทั้งนี้ยืนยันว่า ทางบริษัทไซรัส ปิโตรเลียม จะเป็นผู้ดำเนินการนำ
เข้าน้ำมันดีเซลจากรัสซียเอง




โดยขณะนี้ยังอยู่ระหว่างให้ฝ่ายกฎหมายไปศึกษาพิจารณาข้อกฎหมายว่าจะมีข้อยกเว้นให้บริษัทนำเข้าน้ำมันได้
โดยที่ไม่ต้องจดทะเบียนเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 หรือไม่ เพราะขณะนี้ บริษัท ยังไม่ได้มีการจดทะเบียนดังกล่าว
แต่อย่างไรก็ตามหากกฎหมายระบุชัดว่า ทางบริษัทฯไม่สามารถเป็นผู้นำเข้าน้ำมันเองได้ ก็ยังมีพันธมิตรหลายราย
ที่เสนอตัวมาเป็นผู้นำเข้าน้ำมันแทน ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างเจรจา และคาดว่าจะได้ความชัดเจนในเร็ววันนี้





สำหรับปริมาณนำเข้าน้ำมันล็อตแรกอาจจะอยู่ในระดับ 1 แสนตันต่อเดือนเท่านั้น โดยขอดูความต้องการนำมันของ
กลุ่มสหกรณ์ต่าง ๆ ก่อนว่ามีมากน้อยเพียงใด พร้อมทั้งยืนยันว่าจะสามารถขายน้ำมันดังกล่าวได้ในราคาต่ำกว่า
ดีเซลหน้าปั๊มเมืองไทย 8 -10 บาท ส่วนคุณภาพน้ำมันดีเซลนั้น มีกำมะถันเพียงร้อยละ 0.02 ซึ่งดีกว่ามาตรฐาน
บังคับของไทย




อย่างไรก็ตามในวันนี้ ทางบริษัทไซรัส ปิโตรเลียม ได้ขอเลื่อนการแถลงข่าวการนำเข้าน้ำมันดีเซลจากรัสเซีย ต่อ
สื่อมวลชนออกไปอย่างไม่มีกำหนด จากเดิมที่มีกำหนดจะแถลงข่าวในวันนี้เวลา 14.00 น. แต่เนื่องจากการเตรียม
เอกสารและข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับการนำเข้าน้ำมันยังไม่พร้อม




ดังนั้นจึงจะรอให้ทุกอย่างเรียบร้อยก่อนจึงจะเปิดแถลงข่าวอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันความสับสน
ในการให้ข้อมูลสำหรับบริษัทไซรัส ปิโตรเลียม จำกัด ตั้งอยู่ ณ เลขที่ 405/10 ถ.มหาพฤฒาราม แขวงมหาพฤฒา-
ราม เขตบางรัก กทม.ลักษณะอาคารเป็นอาคารพาณิชย์ 4 ชั้น ครึ่ง 1 คูหา ประกอบธุรกิจเป็นตัวแทน หรือนายหน้า
หรือเป็นเจ้าของในการรับซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศ รับจ้างขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทั้งทางบก ทางเรือ และ
ทางอากาศ บริษัทดังกล่าวจดทะเบียนก่อตั้งเมื่อวันที่ 7 ธ.ค.2550 ทุนจดทะเบียน 1,000,000ล้านบาท โดยมีนาย
เลิศชัย กำลังเอก (น้องชายของพลเอกอาทิตย์ กำลังเอก) เป็นประธานกรรมการบริษัท




อย่างไรก็ตาม นายพิเชษฐ์ ระบุว่า ที่ตั้งสำนักงานดังกล่าว มีไว้สำหรับดำเนินการด้านงานเอกสารเท่านั้น และจะ
มีการเปิดสำนักงานแห่งใหม่ในเร็ว ๆ นี้แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ว่าอยู่ที่ใด




ทั้งนี้จากการตรวจสอบไปยังสถานที่ทำงานของบริษัทไซรัส ปิโตรเลียม จำกัด และปัจจุบันพบว่า อาคารพาณิชย์
ดังกล่าวที่ตั้งอยู่บนถนนมหาพฤกฒาราม ได้มีการปรับปรุงสถานที่ทำการใหม่ โดยได้รื้อป้ายและสติกเกอร์ชื่อของ
ที่ทำการออกทั้งหมด ซึ่งจากการสอบถามเจ้าหน้าที่ควบคุมการปรับปรุงอาคารของบริษัทพบว่าได้มีการดำเนินการ
ปรับปรุงตัวอาคารมาเมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมา แต่ปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับบริษัท โดยอ้างว่าไม่ได้เป็น
พนักงานของบริษัทไซรัส ปิโตรเลียม และเพิ่งเข้ามารับหน้าที่ดูแลการปรับปรุงอาคารเพียง 1 สัปดาห์เท่านั้น (22/07/51)






รถร่วม ขสมก.เตรียมขอเข้าร่วมโครงการรถเมล์ฟรี

ผู้ประกอบการรถร่วม ขสมก.ถกเครียดผลกระทบจาก 6
มาตรการ โดยเฉพาะมาตรการขึ้นรถเมล์ฟรี จะส่งผลให้รถ
ร่วมเอกชนขาดรายได้ไปไม่น้อยกว่า 600-700 ล้านบาทใน
ระยะเวลา 6 เดือน เตรียมยื่นข้อเสนอรัฐบาลเข้าร่วมโครงการ
รับการสนับสนุนจากภาครัฐหนีตายราคาน้ำมัน และผลกระ-
ทบหาก ขสมก.นำรถเอ็นจีวี. 6,000 คันมาวิ่งให้บริการ



นายฉัตรชัย ชัยวิเศษ นายกสมาคมพัฒนารถร่วมเอกชน เปิดเผย
ว่าในวันนี้สมาคมผู้ประกอบการรถร่วมขสมก. ทั้ง 2 สมาคมจะ
มีการหารือถึงผลกระทบที่เกิดจากการใช้ 6 มาตรการของรัฐบาล
โดยเฉพาะมาตรการให้ประชาชนขึ้นรถเมล์ ขสมก.ฟรี 800 คัน ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อจำนวนผู้โดยสารรถร่วม
ขสมก.ให้มีรายได้และผู้โดยสารลดลงอย่างเห็นได้ชัด ก่อนที่ทั้ง 2 สมาคมจะนำข้อสรุปที่ได้ในวันนี้มาหารือร่วม
กันอีกครั้งในวันพรุ่งนี้ เพื่อเตรียมข้อเสนอยื่นต่อรัฐบาลต่อไป




ทั้งนี้นายฉัตรชัย ระบุว่า การที่รัฐบาลให้ ขสมก.นำรถร้อนมาให้บริการฟรีแก่ประชาชน จำนวน 800 คัน ในช่วง
ระยะเวลา 6 เดือน โดยรัฐบาลจะจัดสรรเงินอุดหนุนให้ในอัตรา 1,244 ล้านบาท เห็นว่าไม่เป็นธรรมกับผู้ประกอบ
การรถร่วมโดยสาร ขสมก. เพราะทำให้รถร่วม ขสมก.ที่วิ่งรับ-ส่งผู้โดยสารในเส้นทางเดียวกับรถร้อน ขสมก.ที่ให้
บริการฟรี มีผู้โดยสารลดน้อยลง บางคันถึงกับต้องวิ่งรถเปล่าโดยที่ไม่มีผู้โดยสาร




ซึ่งประเมินว่า หากเป็นอย่างนี้ต่อไปผู้ประกอบการรถร่วม ขสมก.เฉพาะรถร้อนทั้ง 2,300 คัน จะมีรายได้ลดลง
อย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 600-700 ล้านบาทในระยะเวลา 6 เดือน อีกทั้งมองว่าเป็นความต้องการของรัฐบาลที่จะลด
จำนวนรถร่วม ขสมก.ลงเพื่อเปิดทางให้รถขสมก.ใหม่ที่ใช้ก๊าซเอ็นจีวี.ทั้ง 6,000คันมาวิ่งให้บริการและทำรายได้
ได้ตามแผนที่มีการจัดทำเอาไว้





ดังนั้นทางสมาคมฯจึงเตรียมที่จะรวบรวมความคิดเห็นเพื่อยื่นต่อรัฐบาล เพื่อขอเข้าร่วมโครงการจัดรถโดยสารฟรีให้
กับประชาชน โดยที่ให้รัฐบาลจัดสรรเงินสนับสนุนในลักษณะเดียวกันกับรถขสมก. ซึ่งทางผู้ประกอบการจะขอเงิน
อุดหนุนในอัตราที่ต่ำกว่าเงินที่รัฐบาลให้การอุดหนุน ขสมก.ประมาณ 5-10 เปอร์เซ็นต์ และผู้ประกอบการจะเป็น
ผู้ออกค่าใช้จ่ายด้านการซ่อมบำรุงตัวรถเอง




ทั้งนี้เมื่อประเมินจากเงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรให้กับ ขสมก.ในอัตรา 1,244 ล้านบาท หรือประมาณ 8,600 บาท
ต่อคันต่อวัน หากเอกชนจะเข้าร่วมโครงการ จะขอให้รัฐสนับสนุนเพียงคันละ 7,000 บาทต่อคันต่อวัน และหากเป็น
รถปรับอากาศก็จะขอการสนับสนุนในอัตรา 8,000 บาทต่อวันต่อคัน ซึ่งรถร่วมเอกชนนั้นมีจำนวนมากกว่ารถขสมก. จึงเห็นว่าจะสามารถให้บริการประชาชนได้ทั่วถึงมากกว่า อย่างไรก็ตามทางสมาคมรถร่วมขสมก.จะพิจารณาร่วมกัน
อีกครั้งและจัดทำข้อเสนอยื่นต่อนายกรัฐมนตรีต่อไป (22/07/51)







ผู้ผลิตรถไฟฟ้าห่วงปัญหาการเมือง

ความพยามยามที่จะดึงบริษัทผู้ผลิตรถไฟฟ้าเข้ามาตั้งโรงงาน
ผลิตในประเทศ คงไม่ง่ายเสียเเล้ว โดยนักลงทุนห่วงการเมือง
เปลี่ยน ส่งผลนโยบายเปลี่ยนด้วย ขณะที่คู่แข่งอย่างเวียดนาม ก็กำลังใช้ความพยายามอย่างยิ่งที่จะดึงผู้ประกอบการเข้าไป
ตั้งโรงงานผลิตในประเทศของตน เพื่อรองรับโครงการรถ
ไฟฟ้าที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วยเช่นกัน




นายประภัสร์ จงสงวน ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าแห่งประเทศไทย หรือ รฟม. บอกว่าหากผู้ผลิตตัดสินใจไปตั้งโรงงานที่เวียดนาม ก็เป็น
ไปไม่ได้ที่นักลงทุนจะเข้ามาตั้งโรงงานผลิตในประเทศไทยอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งก็จะทำให้ไทยสูญเสียโอกาสทั้งเรื่อง
การลงทุน และเทคโนโลยี




นายประภัสร์กล่าวว่าจากการพูดคุยกับผู้ผลิตรถไฟฟ้า ระหว่างการเดินทางไปดูระบบรถไฟฟ้าที่ประเทศญี่ปุ่น
นักลงทุนญี่ปุ่นหลายรายให้ความสนใจที่จะเข้ามาตั้งโรงงานผลิตในประทศไทย แต่คำถามที่นักลงทุนถาม และ
ต้องการคำยืนยัน คือ เรื่องความชัดเจนของนโยบาย เนื่องจากเขาเห็นว่าไทยเปลี่ยนแปลงรัฐบาลบ่อย และมักมี
การเปลี่ยนแปลงนโยบายตามด้วย โดยสิ่งที่นักลงทุนกังวล คือ หากตัดสินใจเข้ามาตั้งโรงงานในประเทศไทยแล้ว
หากมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล และมีการเปลี่ยนแปลงนโยบาย จะทำอย่างไร ซึ่งนักลงทุนต้องการความชัดเจน
ในจุดนี้




ขณะที่เวียดนาม ซึ่งวิ่งตามหลังไทยมาติดๆ ก็กำลังใช้ความพยายามที่จะดึงผู้ผลิตรถไฟฟ้าเข้าไปตั้งโรงงานผลิตรถ
ไฟฟ้าในประเทศเช่นกัน เพื่อรองรับโครงการรถไฟฟ้าในอนาคตเช่นเดียวกับไทย ซึ่งหากเวียดนามทำสำเร็จ ก็เป็น
ไปไม่ได้ที่นักลงลงทุนจะเข้ามาตั้งโรงงานผลิตในประทศไทยอีกแห่ง ซึ่งก็จะทำให้ไทยต้องสูญเสียโอกาส ทั้งเรื่อง
การลงทุน และเทคโนโลยี รวมทั้งกลุ่มอุตสาหกรรมต่อเนื่องในประเทศที่จะได้รับประโยชน์ ก็พลอยต้องสูญเสีย
โอกาสไปด้วย




นายประภัสร์บอกว่าเร็วๆ นี้ จะขอเข้าชี้แจงต่อผู้นำฝ่ายค้าน และ วุฒิสมาชิก เพื่อชี้ให้เห็นถึงความจำเป็น และประ-
โยชน์ของการตั้งโรงงานผลิตรถไฟฟ้าในประเทศไทย โดยนายประภัสร์ ยอมรับว่าการลงทุนโครงการขนาดใหญ่
ย่อมเป็นที่จับตาในเรื่องผลประโยชน์ แต่ไม่อยากให้มองเช่นนั้น โดยต้องการให้มองที่ผลประโยชน์ที่จะตกกับ
ประทศชาติมากกว่า




ทั้งนี้หากมีการก่อสร้างรถไฟฟ้าครบทั้ง 9 สาย จะต้องใช้รถไฟฟ้าไม่น้อยกว่า 500 ตู้ ซึ่งหากมีการตั้งโรงงานผลิต
ในประเทศ ก็จะทำให้ระบบตัวรถถูกกว่าการนำเข้า (22/07/51)