Thaitv3.com
Click to link CH3 on Facebook Click to share this post on Twitter

การพัฒนาเทคโนโลยี


การพัฒนาเทคโนโลยีการนำเสนอข่าวโทรทัศน์ยุคดิจิตอลของช่อง 3

การพัฒนาเทคโนโลยีการนำเสนอข่าวโทรทัศน์ยุคดิจิตอลของช่อง 3 ท่ามกลางบรรยากาศบริการสื่อประสม (Multimedia) จึงได้กำหนดแผนงานที่จะกระตุ้นให้ต้องปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตรายการข่าว โดยการรวมกระบวนการผลิตข่าว ตั้งแต่การถ่ายทำ การตัดต่อ การเล่นกับ (Playback) เพื่อออกอากาศ ให้อยู่ในระบบห้องข่าวดิจิตอล (Digital Newsroom System) เดียวกัน สามารถบริการหลากหลายรูปแบบที่เกิดต่อ เนื่องจากกิจการโทรทัศน์ เช่น อินเตอร์เน็ต, โทรศัพท์มือถือ ได้โดยสะดวก ระบบดังกล่าว ได้สร้างขึ้นบนพื้นฐานแฟ้มข้อมูล (File Based) อาศัยเทคโนโลยี ระบบคอมพิวเตอร์ห้องข่าว ENPS (Electronics News Production System) ร่วมกับระบบผลิตข่าว Sonaps บนโครงสร้างระบบเครื่องบริการวีดีทัศน์ (Video Server), และระบบจัดเก็บภาพข่าว (archive system) โดยกระบวนการผลิตข้อมูลภาพข่าวและเสียง จะดำเนินการบนพืื้้นฐานแฟ้มข้อมูลเหมือนกัน เพื่อสะดวกในการจัดการและการบริการ ข้อมูลข่าว ภาพ และเสียง นักข่าวจะสามารถเขียนข่าวพร้อม ๆ กับดูภาพและฟังเสียงของข่าวนั้น ๆ บนจอภาพคอมพิวเตอร์จอเดียวกัน โดยการเชื่อมต่อภายในระบบห้องข่าวดิจิตอล (Digital Newsroom System) ดังกล่าวทำให้ข้อมูลข่าว บทข่าว (News Script) และอุปกรณ์ผลิตสื่อ ภาพและเสียง เชื่อมโยงกันอย่างสนิท สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลข้ามไปมาได้สะดวก ง่าย และรวดเร็ว

อุปกรณ์และซอฟต์แวร์ ของระบบผลิตข่าวดังกล่าวเริ่มติดตั้งและทดสอบระบบ และการฝึกอบรมตั้งแต่เดือนเมษายน 2550 และได้เริ่มใช้งานจริงตั้งแต่ เดือนมกราคม 2551 เป็นต้นมา ผลดีจากการติดตั้งระบบผลิตข่าวบนพื้นฐานแฟ้มข้อมูล หรือระบบห้องข่าวดิจิตอล ก็คือความสามารถผลิตข่าวสนองความต้องการของผู้ชมได้มากขึ้น ดังจะเห็นได้ว่า ช่อง 3 ได้มีการปรับเวลา เพิ่มเวลา และเพิ่มรายการข่าวมากขึ้น ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา กล่าวคือ ปัจจุบันสามารถผลิตข่าวเพื่อ นำเสนอออกอากาศได้ เฉลี่ยวันละ 150-170 ข่าว เพราะการผลิตข่าวสามารถใช้ภาพข่าวใหม่ผสมกับภาพข่าว ในอดีตที่เก็บไว้ในระบบจัดเก็บภาพข่าว (archive system) ได้สะดวกขึ้น มีการใช้ภาพเก่าๆ วันละ 25-30 ข่าว และจัดเก็บข่าวเพื่อใช้งานในอนาคต วันละประมาณ 100 ข่าว เพื่อพัฒนาเทคโนโลยี การนำเสนอข่าวโทรทัศน์ ให้ดีขึ้นอีก ช่อง 3 จึงวางแผนพัฒนางานกราฟิก ซึ่งยังปฏิบัติแบบอิสระ ความสัมพันธ์กับการผลิตบทข่าว และการตัดต่อข่าว ยังเป็นแบบห่างๆ ความสามารถที่จะใช้งานกราฟิก ช่วยเน้นเนื้อหาข่าวจึงน้อยไป งานกราฟิกต้องสัมพันธ์กับการผลิตบทข่าว และการตัดต่อจำเป็นต้องมีโครงข่าย ระบบกราฟิก เพื่อสามารถให้บริการได้ทั่วถึง จึงได้เลือกระบบกราฟิก-Vizrt ที่ประกอบด้วยอุปกรณ์และซอฟต์แวร์ออกแบบกราฟิก 3 มิติ แบบเวลาจริง อุปกรณ์ประมวลผลกราฟิกแบบเวลาจริง และอุปกรณ์และซอฟต์แวร์ออกแบบตัวอักษรสำหรับห้องส่ง ทั้งหมดจะทำงานร่วมกันเป็นเครือข่ายเฉพาะพื้นที่ ดังนั้นผู้ออกแบบกราฟิกสามารถออกแบบงานกราฟิกภาพนิ่งและภาพกราฟิกเคลื่อนไหวป้อนสู่ระบบได้ตลอดเวลา ทั้งนี้สามารถเชื่อมโยงกับระบบ ENPS เพื่อใช้สคริปต์ข่าวควบคุมการแสดงผล ผ่านเครื่องบริการสื่อตามวัตถุประสงค์ (MOS : Media Object Server) ได้สะดวกยิ่งขึ้น



เมื่อนำระบบกราฟิก-Vizrt มาใช้ร่วมกับ ระบบห้องข่าวดิจิตอลทำให้สามารถออกแบบและผลิตกราฟิกเสริมการ นำเสนอข่าวได้เหมาะสมยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันได้พิจารณาเห็นว่า หากจะพัฒนาให้ระบบกราฟิก-Vizrt สามารถออกแบบ และควบคุมการแสดงผลบนจอภาพขนาดใหญ่ (Video Wall) เพื่อใช้ประกอบฉากรายการข่าวได้ น่าจะทำให้ การนำเสนอรายการข่าว น่าสนใจยิ่งขึ้น

เนื่องการแข่งขันในการนำเสนอข่าวโทรทัศน์ค่อนข้างสูง ผู้นำเสนอจำเป็นต้องใช้ความพยายามอย่างสูงสุดที่จะ สร้างความตื่นตา ตื่นใจ และความประทับใจแก่ผู้ชมได้เป็นอย่างดี การติดตั้ง จอภาพขนาดใหญ่ (Video Wall) แสดงผล ภาพข่าวและภาพกราฟิกข่าว ทั้งแบบ 2 มิติ และ 3 มิติ ที่เคลื่อนไหวได้ เช่นเส้นกราฟ หรือตาราง แสดงผลการแข่งขันกีฬา และหากการแสดงผลนั้นๆ จะสามารถปฏิสัมพันธ์ (Interactivity)กับพิธีกรหรือผู้อ่านข่าวได้ ก็จะน่าตื่นเต้น และตอบสนองความต้องการของผู้ชมได้ดี ศิลปินผู้ออกแบบกราฟิกก็จะมีสนามให้แสดงฝีมือ อย่างเต็มภาคภูมิ เพราะแนวความคิดในการออกแบบจะไม่หยุดที่ภาพนิ่งแบบ 2 มิติ อย่างเดียว แต่จะเป็นภาพ เคลื่อนไหวตามเนื้อหาของข่าวแล้วแต่แนวคิดในการนำเสนอ ตามการควบคุมจังหวะการนำเสนอโดยพิธีกร แบบปฏิสัมพันธ์ (Interactivity)



ช่อง 3 จึงตัดสินใจติดตั้งจอภาพแสดงผลขนาดใหญ่ (Video Wall) พร้อมระบบ Touch Screen เมื่อเดือนมีนาคม 2551 ได้เปิดตัวด้วยการรายงานผลการเลือกตั้งทั่วไป และการรายงานผลการเลือกตั้ง ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่ผ่านมา ระบบดังกล่าวมีระบบคอมพิวเตอร์ห้องข่าว ENPS ที่เป็นเสมือนผู้วางแผนและกำกับการ ผลิตข่าว โดยมีระบบผลิตข่าว Sonaps บนโครงข่ายระบบเครื่องบริการวิดีทัศน์ (Video Server) เป็นเครื่องมือ และมีระบบจัดเก็บภาพข่าว (archive system) เป็นผู้สนับสนุน พร้อมวางแผนและกำกับการนำเสนอโดยระบบ เครือข่ายกราฟิก-Vizrt ที่สามารถนำผลมาแสดง ด้วยการ Touch Screen บนจอภาพขนาดใหญ่ (Video Wall) ได้แบบครบวงจร ดังจะเห็นในรายการข่าวต่าง ๆ ของ ช่อง 3

เพื่อให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ที่สนใจข่าวสาร โดยเฉพาะสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS : Geographic Information System) ซึ่งในอนาคตเราจะต้องอาศัยสารสนเทศภูมิศาสตร์ ในการดำรงชีวิตมากขึ้น เช่นใช้สารสนเทศภูมิศาสตร์ GPS (Global Positioning System) สำหรับการจราจร การขนส่ง และการรักษาความปลอดภัย


ข้อมูลจราจร ถนนหนทาง อุบัติเหตุ การเปลี่ยนแปลงสภาพป่าไม้ ภูเขา ทรัพยากรธรรมชาติ และเขตแดน ระหว่างประเทศ ข้อมูลเหล่านี้เมื่อปรากฏบนแผนที่ เช่นแผนที่โลก แผนที่ประเทศต่างๆ หรือ แผนที่ท้องถิ่น ทำให้สามารถแปล สื่อความหมาย และนำไปใช้งานได้ง่าย เมื่อนำมาประกอบข่าว จึงสามารถขยายรายละเอียดต่างๆ ในข่าว เช่นข่าวอุบัติเหตุ ข่าวสังคม เศรษฐกิจ การเมือง หรืออุบัติภัยต่างๆ รวมทั้งการพยากรณ์ อากาศ เพื่อให้ดูง่ายๆ ให้เข้าใจเนื้อหาของข่าวสาร ได้ง่ายขึ้น


เพื่อพัฒนาเทคโนโลยี การนำเสนอข่าวโทรทัศน์ ให้ดียิ่งขึ้นอีกช่อง 3 จึงวางแผนนำระบบ World Map มาใช้ประกอบการเสนอข่าวโดยการรวมข้อมูล GIS กับความคิดสร้างสรรค์ และเครื่องมือในการสร้างภาพกราฟิก ให้สามารถนำเสนอภาพแผนที่ประกอบข้อมูลข่าวที่เป็นแบบฉบับเฉพาะข่าวนั้นๆ ทั้งภาพมุมสูง ภาพจากดาวเทียม ทั้งภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหวแบบอะนิเมชั่น เช่น สามารถแสดงบริเวณน้ำท่วม หรืออุบัติเหตุการจราจร บนแผนที่กรุงเทพฯ ที่มีอัตราส่วนและ ทิศทางที่ถูกต้องตามภูมิศาสตร์ ภายใต้การวางแผนข่าวของระบบคอมพิวเตอร์ ห้องข่าว และระบบแสดงบน ระบบ Video Wall และระบบห้องส่งเสมือนจริง (Virtual Studio) เร็วนี้


การเปลี่ยนผ่านสู่โทรทัศน์ดิจิตอลภาคพื้นดิน (Digital Terrestrial Television Broadcasting) ในประเทศไทย

จากการที่มีการปฏิวัติการสื่อสารแบบดิจิตอลเกิดขึ้น ทำให้การฟังวิทยุและการชมโทรทัศน์เปลี่ยนไปมาก เริ่มจะมีบริการ วิทยุและโทรทัศน์แบบใหม่เกิดขึ้น ทั้งทางสาย ทางอินเทอร์เน็ต ทำให้ธุรกิจและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง กับการกระจายเสียงและกิจการแพร่ภาพโทรทัศน์มีการปรับตัวอย่างรวดเร็ว เพื่อให้อยู่คู่กับวิวัฒนาการใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น เช่น ชมโทรทัศน์ผ่านระบบ บรอดแบนด์ และเคเบิ้ล การเพิ่มจำนวนช่องโดยไม่ต้องขอขยายแถบความถี่ หรือการแพร่ภาพ ความชัดเจนสูง (HDTV : High Definition TV) ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงระบบการกระจายเสียง และแพร่ภาพให้เป็นแบบ ดิจิตอล จึงนับเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ซึ่งหลายๆ ประเทศ ได้มีการประกาศแนวทางการเปลี่ยนแปลง และกำหนดมาตรฐานที่สนับสนุนให้ตนเองได้ประโยชน์ จากตลาดที่เกิดใหม่จากความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้




รูปที่ 1 : เปรียบเทียบคุณภาพการรับสัญญาณระหว่างแบบอนาล็อก (ซ้ายมือ) ภาพไม่ชัดเพราะมีสัญญาณรบกวน เทียบกับแบบดิจิตอล (ขวามือ) ที่ชัดเจนกว่า



ประเทศไทย มีความสนใจที่จะพัฒนาไปสู่ Digital Television Broadcasting มาตั้งแต่ปี 1995 มีการทดลองให้บริการ โทรทัศน์ผ่านดาวเทียมมาตรฐาน DVB-S โดยใช้เทคโนโลยีการบีบอัดสัญญาณ แบบ MPEG-2 ต่อมาในปี 1996 สถานีโทรทัศน์ในประเทศไทยก็เริ่มส่งสัญญาณผ่านดาวเทียมมาตรฐาน DVB-S โดยใช้เทคโนโลยีการบีบอัดสัญญาณแบบ MPEG-2 ไปสู่สถานีเครือข่ายทั่วประเทศ ต่อมาเมื่อมีการพัฒนาระบบโทรทัศน์ Digital ภาคพื้นดิน และเริ่มมีการให้บริการ DTTB ระบบ DVB-T ในประเทศอังกฤษ และระบบ ATSC สหรัฐอเมริกาในปี 1998 ตามด้วยการให้บริการ DTTB และระบบ DVB-T ในประเทศออสเตรเลีย บรรดาสถานีโทรทัศน์ในประเทศไทย จึงได้เริ่มศึกษาและติดตามการพัฒนา DTTB ในประเทศต่างๆ รวมทั้งติดตามศึกษาจากรายงานการทดสอบเปรียบเทียบ ประสิทธิภาพของแต่ละระบบ ทั้ง ATSC, DVB-T และ ISDB จากการรายงานผลการทดสอบทั้งในห้องทดลองและภาคสนามของประเทศออสเตรเลีย สิงคโปร์ ฮ่องกง และบราซิล ผลจากการศึกษาจากรายงานการทดลองดังกล่าว ปรากฏว่า DTTB ระบบ DVB-T น่าจะเหมาะสมกับประเทศ ที่มีมาตรฐานโทรทัศน์อนาล็อก เป็นระบบ PAL-B/G 625 เส้น เช่น ประเทศออสเตรเลีย สิงคโปร์ ฮ่องกงและไทย


1. การทดลองในประเทศไทย
    สำหรับในประเทศไทย ได้ทำการทดลองให้บริการโทรทัศน์ Digital ภาคพื้นดินตามมาตรฐาน DVB-T ระหว่าง วันที่ 5 ธันวาคม 2543 ถึงพฤษภาคม 2544 จากอาคารใบหยก 2 กรุงเทพฯ ภายหลัง จากประเทศออสเตรเลียและสิงคโปร์ ได้ประกาศเลือกระบบ DVB-T เป็นมาตรฐานการให้บริการ DTTB (ประเทศออสเตรเลียและสิงคโปร์เริ่มให้บริการ DTTB ระบบ DVB-T ในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ 2544 ตามลำดับ) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณสมบัติด้านต่างๆ รวมทั้งรูปแบบการให้บริการทางเทคนิคของระบบ DVB-T จะได้นำผลการศึกษาเพื่อวางแผนนำมาใช้งานในอนาคต ผลการทดลองพอสรุปข้อดีของระบบ DVB-T ได้ดังนี้

     (1) เพิ่มจำนวนโปรแกรมได้มากขึ้นด้วยขนาดช่องสัญญาณเท่าเดิม เป็นการใช้ช่องสัญญาณให้เกิดประโยชน์มากยิ่งขึ้น
     (2) คุณภาพในการรับสัญญาณดีสม่ำเสมอในเขตที่ให้บริการ
     (3) แก้ไขปัญหาการรับสัญญาณภาพที่ไม่ชัดเจน และเป็นเงาที่เกิดจากคลื่นสะท้อนหรือถูกอาคารสิ่งก่อสร้าง บังทิศทางรับสัญญาณ
     (4) เสริมบริการอื่นๆ ได้ ด้วยเทคโนโลยีดิจิตอล เช่น Data Broadcasting
     (5) ประหยัด ความถี่วิทยุโทรทัศน์ ค่าใช้จ่าย และพลังงานไฟฟ้า
     หลังจากสิ้นสุดการทดลอง ก็ไม่ได้ดำเนินการต่อ ทั้งในการตัดสินใจเลือกระบบ DTTB และการกำหนดนโยบาย ในการเปลี่ยนแปลงไปสู่ Digital Terrestrial Broadcasting ทั้งนี้เนื่องจากยังมิได้จัดตั้งหน่วยงาน กสช. ที่จะกำหนดนโยบาย และกำกับดูแลตามรัฐธรรมนูญปี 2540





2. การพัฒนากิจการโทรทัศน์ Digital ภาคพื้นดินในกลุ่มประเทศอาเซียน
     ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีโทรทัศน์ Digital และราคาอุปกรณ์เครื่องรับส่งสัญญาณวิทยุโทรทัศน์ Digital ซึ่งมีแนวโน้มที่ต่ำลงเรื่อยๆ ประกอบกับคุณภาพและเสียงที่คมชัดขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับการส่งสัญญาณแบบอนาล็อก ได้สร้างแรงจูงใจให้ผู้บริการแพร่ภาพโทรทัศน์ (Broadcaster) ทั่วโลกโดยเฉพาะประเทศในกลุ่มอาเซียนสนใจที่จะ ปรับปรุงระบบการถ่ายทอดสัญญาณโทรทัศน์จากระบบอนาล็อกเป็นระบบดิจิตอล นอกจากจะส่งผลให้คุณภาพของภาพ และเสียงของรายการดีขึ้นแล้ว ยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการรับส่งสัญญาณ ซึ่งจะทำให้สามารถเพิ่มจำนวนช่อง รายการจากเดิมอย่างน้อย 4-5 เท่า โดยใช้คลื่นความถี่วิทยุโทรทัศน์ที่เป็นทรัพยากรธรรมชาติเท่าเดิม นอกจากนี้ การส่งสัญญาณในรูปแบบดิจิตอล ยังทำให้สามารถรับส่งรายการผ่านระบบสื่อสารโทรคมนาคมประเภทต่างๆ ได้สะดวกมากยิ่งขึ้นด้วย และเป็นที่เชื่อว่า การเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบโทรทัศน์ดิจิตอลจะนำมาซึ่ง นวัตกรรมของรายการโทรทัศน์ และสื่อบันเทิงต่างๆ ประเทศสมาชิก ในกลุ่มอาเซียนได้มีการประชุม Asian Digital Broadcast (ADB) เพื่อหารือกันหลายครั้งในช่วงเวลา 4-5 ปี ที่ผ่านมาจนกระทั่งได้มีมติ เกี่ยวกับความร่วมมือ เพื่อพัฒนา Digital Terrestrial Broadcasting ในกลุ่มประเทศอาเซียน ในคราวประชุม Ninth Conference of the ASEAN Ministers Responsible for Information (9th AMRI) เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2007 ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ได้รับรองให้ระบบ DVB-T เป็นมาตรฐานโทรทัศน์ดิจิตอลภาคพื้นดิน (DTTB) ในกลุ่มประเทศอาเซียน พร้อมทั้งได้มีการหารือในรายละเอียดเกี่ยวกับนโยบายเพื่อพิจารณาวางแผนเลิกส่งโทรทัศน์อนาล็อก (ASO : Analog Switch Off) ภายในปี 2015 พร้อมกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละประเทศ


3. ผลการหารือ ผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์ในประเทศไทย
    ผลจากมติของ AMRI ดังกล่าว จึงได้มีการประชุมในกลุ่มผู้ประกอบการสถานีโทรทัศน์ในประเทศไทยทั้ง 6 ราย เพื่อหารือเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงระบบการออกอากาศจากระบบอนาล็อกเป็นระบบดิจิตอล และการเปลี่ยนจาก ระบบโทรทัศน์ความชัดเจนปกติ (SDTV : Standard Definition TV) เป็นระบบโทรทัศน์ความ ชัดเจนสูง (HDTV) ระหว่างวันที่ 15-16 กันยายน 2550 มีความเห็นร่วมกันว่า การเปลี่ยนแปลงระบบโทรทัศน์ จากโทรทัศน์อนาล็อก เป็นโทรทัศน์ดิจิตอลภาคพื้นดิน จะต้องคำนึงถึงผลกระทบต่างๆ ที่จะเกิดต่อผู้ชมเป็นหลัก นั่นคือจะต้องออกอากาศ ทั้งสองระบบไปพร้อมๆ กันระยะหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นเวลา 3-5 ปี หรือจนกว่าประชาชนจะมีจำนวนเครื่องรับดิจิตอลมากพอ ที่จะเลิกระบบอนาล็อกได้ โดยจะต้องประชาสัมพันธ์ ส่งเสริมให้ประชาชนหันมานิยมรับชมโทรทัศน์ดิจิตอลแทน ให้เร็วที่สุด ที่ประชุมเห็นชอบร่วมกันเลือกระบบโทรทัศน์ DVB-T เป็นมาตรฐานโทรทัศน์ดิจิตอลภาคพื้นดิน สำหรับประเทศไทย โดยมีเหตุผลสนับสนุน ดังนี้

     (1) DVB-T เป็นมาตรฐานโทรทัศน์ดิจิตอลภาคพื้นดิน ที่ได้ออกแบบเพื่อทดแทนโทรทัศน์อนาล็อก ระบบ PAL B/G 625 เส้น 50 Hz โดยตรง
     (2) DVB-T เป็นมาตรฐานโทรทัศน์ดิจิตอล ที่พัฒนาต่อยอดจากมาตรฐานโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม DVB-S ที่พิสูจน์จากการใช้งานแล้วว่ามีคุณภาพดี สามารถใช้ช่องสัญญาณความถี่อย่างมีประสิทธิภาพ มีผู้ใช้อย่างแพร่หลาย ทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย
     (3) DVB-T เป็นมาตรฐานโทรทัศน์ดิจิตอลภาคพื้นดินที่ใช้การมอดูเลตสัญญาณแบบ OFDM ที่มีความคงทนต่อสัญญาณ รบกวนแบบ Echo หรือ Multi-path ได้ดี สามารถรับสัญญาณภาพและเสียงได้ดีสม่ำเสมอ
     (4) รับสัญญาณได้ดีในยานพาหนะขณะเคลื่อนที่ หรือเครื่องรับแบบพกพา
     (5) สามารถให้บริการ SDTV แบบหลายช่องรายการ หรือแบบ HDTV หรือแบบผสมกัน
     (6) สามารถให้บริการเพื่อการรับแบบตั้งอยู่กับที่ และเครื่องรับโทรทัศน์มือถือ พร้อมกันในช่องสัญญาณเดียวกัน
     (7) จัดสรรความถี่ได้ง่าย ไม่สิ้นเปลืองความถี่ เนื่องจากสามารถใช้ความถี่เดียวกัน แบบ SFN :Single Frequency Network ได้
     (8) สามารถเลือก Parameter ได้หลายแบบตามความต้องการ
     (9) เครื่องรับสัญญาณแบบ STB และเครื่องรับโทรทัศน์ระบบ DVB-T มีราคาถูก


4. ประเด็นพิจารณาการเปลี่ยนผ่านสู่โทรทัศน์ดิจิตอลภาคพื้นดิน
    ประเด็นพิจารณาการเปลี่ยนผ่านสู่โทรทัศน์ดิจิตอลภาคพื้นดิน ได้แก่
     (1) ในประเด็นการใช้ Spectrum คือ มีช่องความถี่ UHF พอเพียงใช้งานทั่วประเทศช่วงเปลี่ยนผ่านหรือไม่? เพราะในช่วงเวลาดังกล่าวจะต้องให้บริการทั้ง 2 ระบบ 2 ย่านความถี่ คือ VHF และ UHF เพื่อระบบอนาล็อก รวม 6 ความถี่ ปัจจุบัน และ UHF 4 ความถี่ สำหรับโทรทัศน์ดิจิตอล
     (2) ประเด็นกฎหมาย มีกฎหมายรองรับการอนุญาต การประกอบกิจการโทรทัศน์ภาคพื้นดินระบบดิจิตอล หรือไม่?
     (3) มีปัจจัยอื่นๆ เพียงพอที่ช่วยกระตุ้นให้การเปลี่ยนถ่ายสู่โทรทัศน์ภาคพื้นดินระบบดิจิตอล เป็นไปอย่างรวดเร็ว หรือไม่?
    (4) การลงทุน พิจารณาใช้สิ่งอำนวยความสะดวกที่มีอยู่เดิม ให้เป็นประโยชน์มากที่สุด
     (5) การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่เทคนิครวมทั้งการประชาสัมพันธ์ เพื่อให้ประชาชนหันมารับบริการโทรทัศน์ภาคพื้นดิน ระบบดิจิตอลให้เร็วที่สุด เพื่อจะได้ยกเลิกระบบอนาล็อกได้เร็วขึ้นซึ่งจะเป็นผลดี ในการนำ Spectrum ที่ว่างไปใช้ในกิจการ โทรคมนาคมอื่นๆ


5. ประเด็นสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่โทรทัศน์ดิจิตอล ภาคพื้นดิน
    การเปลี่ยนผ่านสู่โทรทัศน์ดิจิตอลภาคพื้นดิน มีประเด็นสนับสนุนหลายประเด็น โดยเฉพาะประเด็นที่สำคัญคือการใช้ Spectrum ซึ่งเป็นปัญหาในหลายประเทศโดยเฉพาะในทวีปยุโรป เพราะมีการใช้ความถี่ UHF สำหรับโทรทัศน์ระบบ อนาล็อกมาก ส่วนในประเทศไทย ตามแผนความถี่โทรทัศน์ ปี 2539 จัดความถี่ สำหรับกิจการโทรทัศน์ระบบ อนาล็อก รวม 108 เขตบริการๆ ละ 9 ความถี่ คือย่าน VHF 4 ความถี่และ UHF 5 ความถี่
     (1) ปัจจุบัน (ปี 2552) มีการใช้ความถี่ UHF เพียง 11% จึงมีความถี่ UHF เหลือเขตละ 3-4 ความถี่เพียงพอ ที่จะใช้ในกิจการโทรทัศน์ดิจิตอลภาคพื้นดิน แม้จะต้องปรับปรุงแผนความถี่โทรทัศน์ปี 2539 บ้าง แต่ก็อยู่ในวิสัยที่ปรับปรุงได้ง่าย เนื่องจากโทรทัศน์ดิจิตอลจัดทำแผนความถี่ง่ายกว่า
     (2) ขณะนี้ พ.ร.บ. ประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 มีผลบังคับใช้แล้ว หากกฎหมาย องค์กรจัดสรรความถี่ประกาศใช้ กิจการโทรทัศน์ดิจิตอลภาคพื้นดินก็น่าจะเริ่มได้
     (3) ความก้าวหน้าของกิจการโทรทัศน์ดิจิตอลภาคพื้นดินในประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน ที่ให้บริการโทรทัศน์ ดิจิตอลแล้ว ไม่ว่าสิงคโปร์ บรูไน เมียนม่าร์ เวียดนาม มาเลเซีย และลาวน่าจะเป็นปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นให้การเปลี่ยน ถ่ายสู่โทรทัศน์ภาคพื้นดินระบบดิจิตอล เป็นไปอย่างรวดเร็ว
     (4) มีสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น อาคาร เสาส่งและระบบสายอากาศ UHF ปัจจุบัน ที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ทันที ไม่น้อยกว่า 45 สถานี สามารถลดเวลาการดำเนินการและประหยัดการลงทุน ได้มาก
     (5) สามารถออกแบบเครือข่ายให้มีพื้นที่เขตบริการเท่าเทียม หรือมากกว่าระบบอนาล็อกในปัจจุบันได้ง่าย
     (6) การใช้ระบบสายอากาศ UHF ร่วมกัน เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการรับชม ชัดเจนเท่ากันทุกช่องความถี่
     (7) ราคาเครื่องรับโทรทัศน์จอแบน แบบ HD Ready และ HD 1080P ทั้ง LCD และ PDP ลดลงเรื่อยๆ


6. การกำหนดรูปแบบ มาตรฐาน DVB-T
     มาตรฐานที่ต้องควบคุมสำหรับการให้บริการโทรทัศน์ดิจิตอลภาคพื้นดินด้วยเทคโนโลยี DVB-T ได้กำหนดไว้ ดังนี้
     6.1 สัญญาณ MPEG Baseband
          (A) มาตรฐานการเข้ารหัส Audio-Visual กำหนด เป็นแบบ MPEG-4 H.264 / AVC การใช้การเข้ารหัส Audio-Visual แบบ MPEG - 4 Part 10 : Advance Video Coding (H.264 / AVC) เป็นไปตามมาตรฐาน ISO/IEC 14496-10 และการเข้ารหัส Audio แบบ MPEG-4 HE AAC และ MPEG-4 HE AAC v.2 (High Efficiency Advanced Audio Coding version 2) ตามมาตรฐาน ISO/IEC 14496-3
          (B) ข้อจำกัดในการประยุกต์ใช้การเข้ารหัส Audio- Visual ในการให้บริการสัญญาณภาพและเสียงบนพื้นฐาน MPEG-2 TS คำแนะนำในการประยุกต์ใช้จากการเข้ารหัส Audio-Visual แบบ MPEG-2 System ครอบคลุมการให้บริการ ทั้งแบบ SDTV และ HDTV รวมทั้งครอบคลุมการบีบอัดสัญญาณภาพ MPEG-2 / H.264 AVC, VC1, สัญญาณเสียง แบบ MPEG-1 / MPEG-2 Layer2 Dolby AC-3, Enhance AC-3, DTS, MPEG-4 HE AAC และ MPEG-4 HE AAC v.2 ในการให้บริการผ่านดาวเทียม ผ่านสายเคเบิ้ล และบริการ ผ่านโทรทัศน์ดิจิตอลภาคพื้นดิน ให้เป็นไปตามเอกสาร มาตรฐาน TS 101 154 V1.8.1
     6.2 การถ่ายทอดสัญญาณโทรทัศน์ภาคพื้นดิน (DVB-T Transmission) มาตรฐานโทรทัศน์อนาล็อก ที่ใช้ในประเทศไทยในปัจจุบัน คือ ระบบ PAL B และ PAL G ในช่องความถี่ 7 MHz (VHF) และ 8MHz (UHF) ตามลำดับ การกำหนดมาตรฐานทางเทคนิคของ DVBT จะต้องอยู่บนพื้นฐานและสภาพแวดล้อมของระบบปัจจุบัน จึงได้ เลือกใช้ช่องความถี่ UHF ขนาด 8MHz แบบ MFN (Multi-Frequency Network) เป็นเป้าหมายในการกำหนด มาตรฐาน การ ให้บริการโทรทัศน์ Digital ภาคพื้นดิน (DTTB) ของประเทศไทย โดยให้การบริการโทรทัศน์ เสียงและข้อมูล Framing Structure การเข้ารหัสช่องสัญญาณ (Channel Coding) และการมอดูเลตเป็นไป ตามมาตรฐาน ETSI EN 300 744
     6.3 จำนวน FFT- Carrier แบบ 8K (8192 Carriers) ในช่องสัญญาณกว้าง 8 MHz เพื่อประสิทธิภาพ การรับในสภาพ ที่มี Echo หรือ Multi-path ดีกว่า 2K
     6.4 มอดูเลชั่น แบบ 64 QAM, แบบ Non Hierarchical กำหนดค่า Guard Interval = 1/32 จะได้จำนวนบิตกว่า 24 Mbps มีเป้าหมายให้บริการเพื่อการรับสัญญาณแบบติดตั้งสายอากาศนอก บ้าน (แบบ Fixed) เมื่อประกอบกับการใช้มาตรฐานการเข้ารหัส Audio-Visual แบบ MPEG-4 H.264 / AVC จะสามารถให้บริการ รายการโทรทัศน์แบบ SDTV 10-12 รายการใน หนึ่งช่องความถี่ 8 MHz
     6.5 การเข้ารหัสเพื่อป้องกันความผิดพลาดแบบไปข้างหน้า FEC (Forward Error Correction) ในอัตรา 2/3 เผื่อความผิดพลาด ในการรับส่งสัญญาณได้ดีขึ้น


7. การเปลี่ยนผ่านสู่โทรทัศน์ดิจิตอลภาคพื้นดินในประเทศไทย
     7.1 กำหนดให้มีเครือข่ายขั้นแรก 4 Multiplex ในย่านความถี่ UHF เริ่มออกอากาศในแบบ SDTV โดยมีเป้าหมายให้พัฒนาเป็น HDTV ได้ ในอนาคต
     7.2 ใช้เทคโนโลยีการบีบอัดสัญญาณแบบ MPEG-4 AVC/ H.264 ใน 1 Multiplex หรือ 1 ช่อง ขนาด 8 MHz สามารถส่งรายการโทรทัศน์แบบ SDTV ได้ 10-12 รายการ หรือ HDTV 2 รายการ และ SDTV อีก 2-3 รายการ
     7.3 ควรออกอากาศโทรทัศน์ดิจิตอล และโทรทัศน์อนาล็อกพร้อมๆ กันระยะหนึ่งประมาณ 3-5 ปีกำหนดเลิกออกอากาศโทรทัศน์อนาล็อก (ASO) ภายในปี 2558 (2015) ตามคำแนะนำของ ITU แล้ว จะมีความถี่เพิ่มอีก 2 Multiplex รวมเป็น 6 Multiplex
     7.4 สามารถใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกันกับสถานีโทรทัศน์ระบบอนาล็อกที่มีระบบสายอากาศ UHF ใช้งานอยู่แล้วได้ทันที คือ สถานีหลัก 38 สถานี และสถานีเสริมจุดบอด 16 สถานี ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์สูงสุด แก่ผู้รับชม โดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนหรือเพิ่มเติมเสาอากาศรับ ดังตัวอย่างแสดงในตารางที่ 1
     7.5 กำหนดมาตรฐานเครื่องรับ STB เป็นมาตรฐานเดียวกับกลุ่มประเทศอาเซียน เพื่อให้มีราคาไม่สูงเกินไป จนเป็นอุปสรรคในการเปลี่ยนผ่าน และสามารถพัฒนาให้การติดต่อสื่อสารกับ World Wide Web และบันทึกลง Hard Disk Drive เพื่อการรับชมภายหลังได้
     7.6 ตาม พ.ร.บ. ประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 ได้แบ่งประเภทของใบอนุญาต ประกอบกิจการ 3 ประเภท คือ



ตารางที่ 1 แสดงตัวอย่างข้อมูลทางเทคนิค สถานีโทรทัศน์ UHF ภาคกลาง


สถานี กรุงเทพฯ สิงห์บุรี ระยอง สระแก้ว
ช่อง Analog ปัจจับน
29/32
28/31/53
28
34/50
ช่อง Digital ในอนาคต
26/36/40/44
35/39/43/49
31/35/39/43
38/42/46/52
กำลังส่งออกอากาศ (KW) Analog
1000-4000
250-800
500-2000
500-2000
กำลังส่งออกอากาศ (KW) Digital
120
40
70
97
กำลังเครื่องส่ง (KW)
3.5
1.5
2.2
2.5
 
รูปที่ 3 : สายอากาศ UHF สถานีเครื่องส่งโทรทัศน์ อาคารใบหยก 2 กรุงเทพฯ (ซ้าย) สถานีเครื่องส่งโทรทัศน์ จ.สุโขทัย (ขวา)


     (1) บริการสาธารณะ
     (2) บริการชุมชน
     (3) ประกอบกิจการทางธุรกิจ แบ่งเป็น 3 ระดับ
         • ระดับชาติ
         • ระดับภูมิภาค บริการในกลุ่มจังหวัด
         • ระดับท้องถิ่น บริการในจังหวัด


     ดังนั้นในการปรับปรุงแผนความถี่ ปี 2539 จำเป็นต้องพิจารณาแบ่งเขตบริการแบบท้องถิ่นบริการในจังหวัด หรือหลาย จังหวัดให้ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนในเขตบริการสามารถรับชมรายการได้ทั้งแบบระดับชาติ ระดับภูมิภาค (ที่มีรายการ แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค) และระดับท้องถิ่น (ที่มีรายการแตกต่างกันในแต่ละท้องถิ่น) เท่าเทียมกันทั่วประเทศ


8. บทสรุป
    การเปลี่ยนผ่านไปสู่โทรทัศน์ดิจิตอลภาคพื้นดินในประเทศไทยจะเริ่มได้เร็วหรือช้าอยู่ที่การมีคณะกรรมการกิจการ กระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติเร็วหรือช้า เนื่องจากคณะกรรมการฯ จะต้องกำหนด แผนงานการเปลี่ยนผ่านฯ กฎเกณฑ์ในการออกใบอนุญาต เป็นต้น เพราะว่าบรรดาแผนงานและกฎเกณฑ์ต่างๆ จะมีผลต่อการให้บริการ



รูปที่ 4 : เครื่องรับ STB มาตรฐานอาเซียน และแนวโน้มการพัฒนาในอนาคต


และปรับปรุงแผนความถี่โทรทัศน์ดิจิตอลภาคพื้นดิน ที่ในหนึ่งช่อง ความถี่สามารถให้บริการได้หลายรายการทั้งแบบระดับ ชาติ ระดับภูมิภาคและระดับท้องถิ่น หรือผสมกันจากผู้ประกอบการรายเดียวหรือหลายรายรวมกัน ต่างกับระบบอนาล็อก ที่ในหนึ่งช่องความถี่สามารถให้บริการได้เพียงรายการเดียวหรือผู้ประกอบการรายเดียว

    แต่การเปลี่ยนผ่านไปสู่โทรทัศน์ดิจิตอลภาคพื้นดินในประเทศไทย ในแง่มุมการดำเนินการทางเทคนิค กลับมีปัจจัย สนับสนุนอยู่มาก และน่าจะประสบผลสำเร็จได้ไม่ยากนัก