Thaitv3.com
Click to link CH3 on Facebook Click to share this post on Twitter

ครอบครัวข่าว และการพัฒนาเทคโนโลยี


ครอบครัวข่าว 3 เข้าใจทุกข่าวเข้าถึงทุกคน อีกก้าวหนึ่งของความมั่งมั่นพัฒนา



39 ปี ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมโทรทัศน์ของไทยเจริญเติบโต ขึ้น อย่างมาก ทั้งด้านเทคโนโลยีเนื้อหาและธุรกิจโฆษณา ควบคู่ไปกับความก้าวหน้า ธุรกิจนี้ของโลกในทุกด้าน ถ้ามองย้อนไป 39 ปี ในช่วงนั้นบ้านใครมีเครื่องรับโทรทัศน์ ก็ต้องถือว่า บ้านนั้นมีฐานะดีมากเข้าขั้นเศรษฐี แต่ถึงวันนี้เครื่องรับโทรทัศน์เป็นเครื่องใช้ภายในบ้านที่เกือบทุก หลังคาเรือนมีอย่างน้อย 1 เครื่อง เนื้อหาทางสถานี โทรทัศน์ จึงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของชาวโลก ปัจจุบัน เป็นทั้งแหล่งข้อมูลข่าวสาร และความบันเทิงราคาถูก ส่งถึงบ้าน ไม่มีค่าใช้จ่ายอื่น นอกจากค่าเครื่องและ ค่าไฟฟ้า

ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเป็นปัจจัยสำคัญในการสนับสนุนเครื่องรับโทรทัศน์มีราคาถูกลง ดาวเทียมสื่อสาร ย่นระยะทาง ข้ามภูมิประเทศ ย่อโลกให้เล็กลง สร้างชุมชนที่ครอบคลุมทั่วโลก รายการโทรทัศน์รายการเดียวสามารถถ่ายทอดสดให้คนดูได้พร้อมกันทั้งโลก ผู้ชมได้ดูเหตุการณ์สดจากสงครามอ่าวเปอร์เซีย ผิดกับเมื่อ 30 ปีที่แล้วที่ต้องถ่ายข่าวด้วยฟิล์มภาพยนตร์ 16 มม. ต้องผ่านกระบวนการผลิต ทั้งการล้างและพิมพ์ฟิล์มข่าวประมาณ 7 วันเมืองไทยจึงสามารถดูภาพข่าวนั้น เพราะเครื่องบินเป็นเครื่องมือ ในการส่งภาพเพียงอย่างเดียว ซึ่งรวดเร็วและมีประสิทธิภาพที่สุดในยุคนั้น

เมื่อเทคโนโลยีสนับสนุน และจำนวนผู้ชมที่มีมากขึ้น สถานีโทรทัศน์ก็ต้องปรับตัวเองพัฒนาเนื้อหาทั้งบันเทิง และข่าวสารให้ทันสมัย เป็นที่สนใจ ติดตามของผู้ชมที่มีรีโมทอยู่ในมือไม่ให้เปลี่ยนช่องหนีไป ไทยทีวีสีช่อง 3 อ.ส.ม.ท. ก็อยู่เฉยไม่ได้เช่นกัน ได้ให้ความสำคัญในการปรับคุณภาพรายการทั้งด้านบันเทิงและข่าว โดยเฉพาะด้านรายการข่าวนั้น ไทยทีวีสีช่อง 3 อ.ส.ม.ท.ได้สร้าง "ครอบครัวข่าว 3" แสดงจุดยืนที่ชัดเจนระหว่าง สถานีฯ กับผู้ชมว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน โดยใช้สโลแกน "ครอบครัวข่าว 3 เข้าใจทุกข่าว เข้าถึงทุกคน" การจัดรายการข่าวในลักษณะการคุยข่าว/ การเล่าข่าว ทำให้ภาพของความเป็นครอบครัวข่าวชัดเจน แข็งแรง ยิ่งขึ้น การคุยข่าว/การเล่าข่าว ผู้ชมรู้สึกเป็นกันเอง ใกล้ชิดสนิทสนมกับพิธีกร เหมือนคนในครอบครัวรู้อะไร ก็นำมาเล่าสู่กันฟัง พิธีกรมีลีลา และทักษะการเล่าเรื่องช่วยสร้างสีสันให้ข่าวน่าสนใจ ใช้ภาษาที่ง่ายต่อการเข้าใจ มีรายละเอียดมีชีวิตชีวามากขึ้น ทำให้การเล่าข่าว เป็นกลยุทธ์การเข้าถึงผู้ชมที่ประสบความสำเร็จ และเป็นส่วนหนึ่งของสังคมได้อย่างกลมกลืนของไทยทีวีสีช่อง 3 อ.ส.ม.ท.





การคุยข่าว/การเล่าข่าว ยังมีประโยชน์ในการจัดรายการให้เหมาะสมกับพฤติกรรมของผู้ชมด้วย เพราะในตอนเช้า และเย็นผู้ชมส่วนใหญ ่จะไม่นั่งดูโทรทัศน์เหมือนตอนค่ำ แต่จะทำกิจกรรมอย่างอื่นควบคู่กันไปด้วย ไม่ว่าจะทำอาหาร ให้ครอบครัว อาบน้ำแต่งตัวเตรียมไปทำงาน หรือการออกกำลังกาย เป็นต้น การเล่าข่าวจึงต้องมีรายละเอียด ผู้ชมสามารถประหยัดเวลาในการเติมข้อมูลข่าวให้กับตัวเอง เพราะการอ่านข่าวด้วยตัวเองต้องใช้เวลา และสมาธิมากกว่าพิธีกรข่าวจึงทำหน้าที่นั้นแทนแล้วนำมาเล่าสู่กันฟังเหมือนคนในครอบครัว

แต่อย่างไรก็ตามรายการเล่าข่าวมักจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงที่พิธีกรมักจะใส่ความคิดเห็นลงไปในข่าวด้วย ผู้ชมแยกไม่ออกว่าอันไหนคือ ข้อเท็จจริงของข่าว อันไหนคือความเห็นของพิธีกร จากผลการศึกษา ของโครงการศึกษาและเฝ้าระวังสื่อเพื่อสุขภาวะของสังคม (Media Monitor) ร่วมกับสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย โดยศึกษาจากรายการคุย/เล่าข่าวที่ออกอากาศในวันที่ 5 - 11 และ 26 - 27 เมษายน 2551 ของสถานีโทรทัศน์ทั้ง 8 ช่อง คือ ช่อง 3, 5, 7, 9, NBT, ทีวีไทย ASTV และ Nation Channelสรุปว่า "พบหลากหลายรสในรายการคุย /เล่าข่าวเน้นความน่าสนใจเข้าใจง่าย สนุก เร้าอารมณ์ แทรกความคิดเห็น ลีลาของผู้นำเสนอแต่ส่วนใหญ่พยายามรักษาความถูกต้อง สมดุลและเป็นธรรม"

โครงการฯ ยังมีข้อเสนอแนะให้สถานีโทรทัศน์คงสัดส่วน รายการแบบคุยข่าว/เล่าข่าวและการรายงานข่าว แบบรายงานข่าวตามปกติ ให้เหมาะสม พิธีกรควรลดการพูดคุยเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับข่าวควรใช้ภาษา สีหน้า ท่าทาง ให้ข่าวคงไว้ซึ่งความถูกต้องเหมาะสม สื่อโทรทัศน์ต้องเป็นผู้เฝ้าระวังสังคมตรวจสอบข้อมูลข้อเท็จจริง เพื่อความถูกต้องและป้องกันการครอบงำข้อมูลข่าวสารโครงการนี้ยัง เสนอแนะ ให้ผู้ชมควรมีความรู้เท่าทันสื่อ มีวิจารณญาณในการรับชม และควรมีปฏิกิริยากลับไปยังรายการคุยข่าวนั้น ในกรณีที่รายการ ขาดความเป็นกลาง มีอคติ หรือไม่มีความเป็นธรรม

39 ปี ที่ผ่านมา "ครอบครัวข่าว 3" โดยไทยทีวีสีช่อง 3 อ.ส.ม.ท. ได้ทำหน้าที่ของสื่อสารมวลชนที่ให้ข้อมูลข่าวสาร แก่ผู้ชมมาโดยตลอด ด้วยตระหนักดีว่า สื่อมวลชนเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ที่มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ ต้องเสนอเนื้อหา ที่เป็นประโยชน์ เป็นสื่อกลางของสังคม เป็นปากเป็นเสียงให้ชุมชนทุกระดับ การนำเสนอข่าวจึงมุ่งเน้นประชาชนผู้ชม เป็นศูนย์กลาง ดังนั้นข่าวต้องเหมาะสม ถูกต้องเป็นกลาง เป็นธรรม ตามหลักการของจริยธรรมวิชาชีพและน้อมรับคำเสนอแนะจากประชาชนตลอดเวลา นอกจากนั้น "ครอบครัวข่าว 3" ยังคงพร้อมที่จะดำเนินกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ และช่วยเหลือสังคมเสมอ "ครอบครัวข่าว 3" เป็นอีกก้าวหนึ่งที่ไทยทีวีสีช่อง 3 อ.ส.ม.ท. มุ่งมั่น พัฒนา รับใช้สังคมมาตลอด 39 ปี และจะยังคงยึดหลักนี้ต่อไป นี่คือปณิธานที่เรา "ครอบครัวข่าว" ยึดมั่นตลอดเวลาและตลอดไป


เล่าข่าว...ปรากฎการณ์ที่ต้องเล่า

เกือบ 6 ปีมาแล้วที่รายการ 'เรื่องเล่าเช้านี้' เกิดขึ้นที่ช่อง 3 โดยใช้รูปแบบของการเล่าข่าว เจตนาของผมชัดเจน มาตั้งแต่ชื่อรายการแล้วว่า ไม่อยากให้เกิดความรู้สึกซีเรียสในการดูข่าว และหวังให้เกิดความใกล้ชิดจากบรรยากาศ ที่เหมือนว่า ทุกเช้าเรามาเคาะประตูบ้านเพื่อบอกเล่าให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างอย่างเข้าใจง่ายและใกล้ตัว ผมจึงใช้คำว่า 'ครอบครัวเรื่องเล่าเช้านี้' มาตั้งแต่รายการเริ่มต้นออกอากาศด้วยเวลาเพียงครึ่งชั่วโมง

อีกเหตุผลของการเลือกวิธีเล่าข่าวในการนำเสนอ มาจากความจำเป็นในชีวิตประจำวันตอนเช้าของคนดูทุกคน ที่คงไม่มีสมาธิอยู่หน้าจอนิ่งๆ เหมือนการดูข่าวภาคค่ำหรือภาคดึก ส่วนใหญ่จึงเป็นการฟังในระหว่างอาบน้ำ แต่งตัว กินข้าว เตรียมตัวไปเรียนหรือทำงานมากกว่า การเล่าข่าวแบบ "บรรยายให้เห็นภาพ" จึงเป็นรูปแบบที่น่าจะเหมาะสม เพราะไม่ต้องดูหน้าจอก็รู้เรื่อง นั่นคือ จุดเริ่มต้น ส่วนความสนุกสนานตามมาทีหลังขึ้นอยู่กับศิลปะของ ผู้ดำเนินรายการ



สำหรับผม การบรรยายแบบมีสีสัน ไม่ใช่การใส่สีตีข่าว และที่สำคัญต้องได้สมดุลกับความน่าเชื่อถือ ถ้าเรื่องที่นำเสนอเบา ก็ต้องเบาอย่างมีความหมาย ถ้าหนักก็ต้องลึกให้กลมกลืน และถูกย่อยออกมาให้ดูง่าย

ผมพูดเสมอว่า การเล่าข่าวมีข้อดีและข้อด้อยเหมือนการนำเสนอรูปแบบอื่นเพียงแต่มีความหวือหวากว่า และผมก็พูดไว้ (อีกเช่นกัน) ว่า ควรจะมีรูปแบบนำเสนอข่าวที่เหมาะสมสำหรับช่วงเวลาต่างๆ เช่น ข่าวภาคค่ำควรจริงจัง เป็นทางการ มีรายงานพิเศษเจาะลึก (หมายถึงลึกด้วยเนื้อหาไม่ใช่ด้วยวิธีนำเสนอ หรือแค่ชื่อช่วง) ในการแข่งขันแพ้ชนะนั้น ผมว่าความแตกต่างของการนำเสนอเนื้อหาอยู่ที่แง่มุมมองข้อมูล แบ็คกราวด์ และการค้นหาข้อเท็จจริง

ความจริงยังมีอีกรูปแบบของการนำเสนอที่เรียกว่า'คุยข่าว' ซึ่งถ้าจะทำได้ดี ต้องใช้ผู้ดำเนินรายการที่มีเครดิต จากประสบการณ์ ความรู้และกล้าแสดงความคิดเห็น กล้ารับฟัง เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นกันในรายการ ซึ่งคนละแบบกับรายการเล่าข่าว แต่ระยะหลังเรียกปนเปกันไปหมด

ข้อดีของการเล่าข่าวที่ชัดเจนก็คือ ทำให้คนหันมาดูข่าวเพิ่มมากขึ้น และขยายไปถึงคนดูทุกเพศ ทุกวัย ซึ่งก็ทำให้รูปแบบเล่าข่าวแพร่ขยายไปอย่างรวดเร็วตามวงจรของธุรกิจทีวี ซึ่งผมยืนยันมาตลอดว่า การเล่าข่าวเป็นเพียงการนำเสนอรูปแบบหนึ่งซึ่งไม่ใช่รูปแบบเดียวที่รายการอื่นหรือสถานีอื่นต้องทำ แต่เราก็ได้เห็นรายการเล่าข่าวมากมายพร้อมกับที่เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์เป็นระยะ

ที่ประมวลมาได้ก็เช่น การใช้หนังสือพิมพ์ ขอย้อนเล่าว่าในยุคแรก การใช้หนังสือพิมพ์ สื่อถึงการเสิร์ฟข่าวถึงบ้าน และเป็นเหมือนเครื่องมือหรืออุปกรณ์ในการนำเสนอ เพื่อรู้สึกเหมือนคนดูเปิดอ่านหนังสือพิมพ์ตอนเช้า ถามว่าง่ายหรือยากก็แล้วแต่มุมมอง การอ่านข่าวแบบมีบทและภาพเตรียมเอาไว้ก็ยากอย่างหนึ่ง ส่วนเล่าข่าว โดยใช้หนังสือพิมพ์ถ้าจะให้ประสบความสำเร็จก็ต้องเป็นธรรมชาติพูดเองจากความจำและความเข้าใจไม่มีบท และไม่ใช่สักแต่ว่าอ่านหนังสือพิมพ์ให้ฟัง

เมื่อเวลาผ่านไปก็เกิดการพัฒนาไปเรื่อยๆ เมื่อคุ้นเคยกับคนดูดีแล้ว การใช้หนังสือพิมพ์เป็นอุปกรณ์ก็ลดน้อยลง ส่วนในแง่ของข้อมูลข่าว ช่อง 3 มีทีมข่าวออกไปทำข่าว มีภาพข่าวเป็นของตัวเองมาแต่ไหนแต่ไร หลายเรื่องอาจได้มาจาก การตามประเด็นในหนังสือพิมพ์ก็จริง แต่หลายเรื่องเราก็แตกต่างหรือนำประเด็น อย่างปี ที่ผ่านมา "เรื่องเล่าเช้านี้" ก็เติมรูปแบบเล่าข่าวเศรษฐกิจอย่างเป็นเรื่องเป็นราวให้ดูเข้าใจง่าย สำหรับคนดูชาวบ้านๆ ต่างไปจากรูปแบบเดิมๆ ที่เป็นข่าวสำหรับนักธุรกิจ หรือแม้แต่ข่าวต่างประเทศที่อัพเดทข่าวใหม่ๆ สดๆ ล่าสุดกันทุกเช้าแล้ว ขณะที่หนังสือพิมพ์ปิดข่าวไปก่อนตั้งแต่เมื่อคืน

วันนี้การใช้หนังสือพิมพ์ การอ่านรายละเอียดข่าวก็จำเป็น แต่การนำเสนอบางครั้งเป็นเพียงการโยงเรื่อง ซึ่งมักเป็นข่าวกระแส ซึ่งผมถือหลักว่า ถ้าเป็นข่าวเดียว ฉบับเดียวก็ต้องให้เครดิต พูดเรื่องนี้ บางทีก็แอบน้อยใจที่เวลาสัมภาษณ์ใครแล้วถูกนำไปใช้ต่อไม่เห็นมีใคร ว่าเลย

มีอีกข้อวิจารณ์ที่ทำให้คนทำงานอย่างผมต้องทบทวนกับตัวเองอยู่เสมอว่า 'คนเป็นสื่อต้องพร้อมรับคำวิจารณ์' อย่างล่าสุดถูกว่ารายการเล่าข่าวชอบใส่ความเห็นชี้นำ ความจริงแล้วแม้แต่การอ่าน ข่าวปกติตามบทข่าว ก็มีการใส่ความเห็น ตั้งแต่การตัดสินใจเลือกข่าว เลือกที่จะเอ่ยถึงมุมไหน ปล่อยเสียงใครตรงไหน การตัดต่อ ย่อคำขึ้นต้นลงท้าย จนถึงคำพูดสรุปในสกู๊ปข่าว นั่นคือความเห็นทั้งสิ้นเพียงแต่คนไม่ค่อยรู้สึก

ผมยังสงสัยอีกว่า ณ ความเป็นไปใน พ.ศ.นี้ ถ้ามีการห้ามสื่อทีวีแสดงความคิดเห็น สังคมจะรับได้หรือ? ความจริงผมเห็นและเข้าใจมาตลอดถึงธรรมชาติของคนที่เป็นรัฐบาลและฝ่ายค้านว่า จะมีความรู้สึกกับสื่อต่างกัน พูดกี่ครั้งผมก็ต้องบอกว่าอยากให้เชื่อในวิจารณญาณของคนทำ และดุลพินิจของคนดู ที่แน่นอนอย่างหนึ่งคือ ในยุคสมัยนี้การชี้นำให้คนดูหรือฟังอะไรแล้วเชื่อตามนั้นเป็นไปไม่ได้ หรอก

และต้องขอพูดจากใจจริงว่า ถ้าสื่อหนังสือพิมพ์แสดงความเห็นได้ แล้วทำไมต้องปิดกั้นหรือห้ามสื่อทีวี ถ้าจะบอกว่าหนังสือพิมพ์แยกข่าวกับความเห็น ผมก็เชื่อว่าคนดูจะแยกได้เหมือนคนอ่าน ที่สำคัญจากที่ทำงาน มาหลายปีผมรู้ว่า สื่อทีวีจำเป็นต้องมีความรับผิดชอบสูงมากโดยสภาพบังคับ เพราะใครพูดอะไรเปิดหน้ารู้ชื่อรู้ตัวตน หมด ไม่มีนามแฝง ที่สำคัญจะถูกตรวจสอบเข้มข้นจากปฏิกิริยาต่างๆ ที่ตามมาทันที

ฉะนั้นอย่ากำหนดคนอื่นจากตนเอง และเชื่อเถอะว่า เมื่อไหร่ที่คนดูรู้สึกว่ากำลังดูอะไรที่ไม่เป็นธรรม ไม่เป็นกลาง หรืออคติ ไม่น่าเชื่อถือ เขาก็ไม่มีเหตุผลต้องทนและจะกรองรายการนั้นทิ้งเอง

อันนี้ คือ ปรากฏการณ์ที่เป็นสัจธรรมที่สุดแล้วครับ


ฝูงบิน ครอบครัวข่าว 3

เครื่องบินนับเป็นเครื่องมือที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำข่าวและรายงานข่าวโทรทัศน์ เพราะนอกจากจะเสริมสร้างความเป็นผู้นำด้านข่าวอย่างแท้จริงแล้ว ยังเป็นความล้ำยุคทั้งในด้านความรวดเร็ว และรูปแบบการนำเสนอเนื้อหาที่แตกต่าง อีกทั้งยังสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและโดดเด่นให้กับสถานีฯ อีกด้วย



    'ครอบครัวข่าว 3' ได้เล็งเห็นถึงประโยชน์ของเครื่องบินที่จะนำมาใช้ในการรายงานข่าวให้เกิดความรวดเร็ว ฉับไว ทันต่อเหตุการณ์และคล่องตัวมากขึ้น จึงได้เช่าเครื่องบินจากบริษัท โรยัลแอร์พอร์ทเซอร์วิสเซส จำกัด และบางกอกแอร์เวย์ส จำนวน 4 ลำ ประกอบไปด้วย Helicopter 1 ลำ และเครื่องบินใบพัด จำนวน 3 ลำ คือ Cessna 172, Cirrus SR 20 และ Piper PA31-350 โดยจะใช้เครื่องบินเหล่านี้ แยกตามภารกิจของรายการข่าวต่างๆ ของครอบครัวข่าว 3 ทั้งนี้ได้เริ่มภารกิจต่างๆ มาแล้วตั้งแต่ เมื่อวันที่ 1 มีนาคมเป็นต้นมา

    สำหรับภารกิจหลักของฝูงบินครอบครัวข่าว 3 ที่กำหนดไว้ ประกอบด้วย

    ภารกิจฉุกเฉิน ได้แก่ การรายงานข่าวเหตุการณ์ภัยพิบัติต่างๆ อาทิ อุบัติเหตุร้ายแรง, ไฟไหม้, น้ำท่วม เป็นต้น ซึ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น ทีมข่าวของสถานีฯ จะสามารถเข้าถึงเหตุการณ์ต่างๆ เหล่านั้นได้ก่อนและสามารถรายงาน ความเคลื่อนไหวในทุกรายการข่าวตลอด 24 ชั่วโมง โดยเครื่องเฮลิคอปเตอร์ และ CESSNA 172

     ภารกิจประจำ ได้แก่ การรายงานสภาพและเหตุการณ์ประจำวัน ได้แก่ การรายงานสภาพการจราจร ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลในรายการเรื่องเล่าเช้านี้, รายการเที่ยงวันทันเหตุการณ์, รายการเรื่องเด่นเย็นน ี้และรายการอื่นๆ รวมถึงการรายงานสภาพการจราจรในเทศกาลสำคัญๆ โดยเครื่องเฮลิคอปเตอร์และ CESSNA 172

    ภารกิจเฉพาะกิจ เป็นการรายงานสภาพหรือเหตุการณ์ที่กำหนดขึ้นมาเป็นการเฉพาะกิจในช่วงระยะเวลาสั้น ที่ได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว ได้แก่
     จัดทำโครงการ "นำศพ 2 นักบินฝึกหัดกลับบ้าน" ทั้งนี้สืบเนื่องจากทางครอบครัวข่าว ได้ข้อมูลและเบาะแสเพิ่มเติม จากกรมขนส่งทางอากาศ เกี่ยวกับ 2 นักบินที่ประสบอุบัติเหตุเครื่องบินตกที่เขาใหญ่ เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ดังนั้นจึงได้จัดทำโครงการนี้ขึ้นมาเพื่อตามรอยและค้นหา 2 นักบิน ดังกล่าว โดยนำเสนอเป็นซีรี่ส์ ในรายการเที่ยงวันทันเหตุการณ์, เรื่องเด่นเย็นนี้ และ ข่าว 3 มิติ
     "บินสำรวจสิ่งแวดล้อมไทย" โดยรายการข่าว 3 มิติ ออกอากาศเป็นประจำทุกวันศุกร์ ทั้ง 2 รายการนี้ ปฏิบัติภารกิจด้วยเครื่อง CESSNA 172 และ CIRRUS SR 20 ตามความเหมาะสม


     ภารกิจทั่วไป สำหรับการขนส่งเพื่อสนับสนุนรายการข่าว หรือกิจกรรมของสถานีฯ อาทิ
     การขนส่งผู้ดำเนินรายการ ดารา นักแสดง ผู้บริหารจากรายการต่างๆ ของทางสถานีฯ อาทิ รายการเรื่องเล่าเช้านี้, รายการผู้หญิงถึงผู้หญิง, รายการ30youngแจ๋ว, รายการเที่ยงวันทันเหตุการณ์, รายการเรื่องเด่นเย็นนี้ ไปปฏิบัติภารกิจหรือไปจัดรายการพิเศษตามจังหวัดต่างๆ
     การขนส่งผู้ป่วยฉุกเฉิน ที่มีการร้องขอหรือจากสถานการณ์อุบัติภัยต่างๆ ที่ทีมข่าวไปประสบเหตุ
     สำหรับภารกิจดังกล่าวนี้ จะปฏิบัติงานด้วยเครื่อง CIRRUS SR20, PIPER PA 31-350 และเฮลิคอปเตอร์ และนี่ถือเป็นอีกก้าวหนึ่งที่ชูความล้ำหน้าในยุคที่มีการแข่งขันข่าวอย่างรวดเร็ว รวมถึงการนำเสนอรูปแบบข่าว อย่างรวดเร็ว รวมถึงการนำเสนอรูปแบบข่าวที่มีเนื้อหาแตกต่างหลากหลาย และน่าสนใจเพิ่มขึ้น เพื่อสนองตอบ ความต้องการของผู้ชมในยุคปัจจุบัน และอนาคต