Thaitv3.com
Click to link CH3 on Facebook Click to share this post on Twitter
ฉลองครบรอบ 19 ปี www.thaitv3.com พาแฟนคลับย้อนรอยละคร รอยรักหักเหลี่ยมตะวัน The rising sun ที่ประเทศญี่ปุ่น กับ Thaitv3.com
หน้าแรก » ถามตอบ » ประวัติสถานี

เกี่ยวกับช่อง 3

ประวัติสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3


ย้อนวันวาน ถึงวันนี้ 39 ปี ไทยทีวีสีช่อง 3

บรัษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด ผู้ดำเนินกิจการสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ได้จดทะเบียน จัดตั้งเป็นบริษัทจำกัดเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2510 และได้ยื่นหนังสือลงวันที่ 3 ธันวาคม 2510 ขอร่วมทุนจัดตั้ง สถานีโทรทัศน์สีกับบริษัท ไทยโทรทัศน์ จำกัด โดยเหตุผลในการขอเข้าร่วมทุนเพราะตามพระราชบัญญัติ วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ. 2498 มาตรา 5 ได้บัญญัติว่า “ห้ามมิให้ผู้ใดดำเนินบริการส่งวิทยุ กระจายเสียง หรือบริการส่งวิทยุโทรทัศน์เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต” เหตุนี้บริษัท ไทยโทรทัศน์ จำกัด จึงได้รับอนุญาตให้ สามารถส่งวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ ตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2498 ซึ่งออกตามความในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติฉบับนี้ ด้วยเหตุนี้ บริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด จึงได้ขอเข้าร่วมทุน โดยอาศัยสิทธิตามกฎหมายที่บริษัทไทยโทรทัศน์ จำกัด มีสิทธิอยู่

บริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด และ บริษัท ไทยโทรทัศน์ จำกัด ได้ร่วมลงนามในสัญญาดำเนินกิจการ ส่งโทรทัศน์ ในนามของ “สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3” เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2511 โดยสาระสำคัญของ สัญญาฉบับนี้ กำหนดให้ บริษัท บางกอก เอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด จะต้องให้ผลตอบแทนกับบริษัท ไทยโทรทัศน์ จำกัด คือ

1. ที่ดินไม่น้อยกว่า 6 ไร่ สำหรับเป็นสถานที่ก่อตั้งสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3
2. ที่ดินตามข้อ 1 รวมสิ่งก่อสร้างและอุปกรณ์การส่งโทรทัศน์ทั้งหมด มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 25 ล้านบาท
แต่ข้อเท็จจริงแล้ว บริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเมนต์ จำกัด ได้ลงทุนทั้งที่ดิน สิ่งก่อสร้าง และอุปกรณ์การส่ง โทรทัศน์ เป็นเงินทั้งสิ้น 54.25 ล้านบาท โดยสูงกว่าจำนวนเงินที่กำหนดไว้ในสัญญาถึง 29.25 ล้านบาท โดยที่ดิน สิ่งก่อสร้าง และอุปกรณ์การส่งโทรทัศน์สีเหล่านี้จะต้องตกเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัท ไทยโทรทัศน์ จำกัด ทันทีเมื่อเริ่มมีการส่งออกอากาศ
3. ในระหว่างที่ร่วมดำเนินกิจการตามสัญญาระยะในเวลา 10 ปี นั้น ทางบริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด จะต้องจ่ายเงินค่าตอบแทนให้แก่บริษัท ไทยโทรทัศน์ จำกัด เป็นเงิน 44 ล้านบาท และเงินสวัสดิการให้แก่ ่พนักงานบริษัท ไทยโทรทัศน์ จำกัด อีกปีละ 1 ล้านบาท รวมเป็น 10 ล้านบาท ดังนั้นเมื่อรวมเป็นมูลค่าของเงินที่ ต้องจ่ายเป็นค่าตอบแทนรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 54 ล้านบาท

สำหรับอายุของสัญญา 10 ปี เริ่มนับวันในวันที่สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ออกอากาศ คือ วันที่ 26 มีนาคม 2513 ดังนั้นสัญญาฉบับนี้จึงมีผลสิ้นสุดในวันที่ 25 มีนาคม 2523

นอกจากการจัดตั้งสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 แล้วยังได้อนุมัติให้จัดตั้งสถานีวิทยุกระจายเสียงระบบ เอฟ.เอ็ม. ความถี่ 105.5 เมกะเฮิรตซ์ ควบคู่กันไปด้วย

สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ได้ทำพิธีวางศิลาฤกษ์ ณ บริเวณกิโลเมตรที่ 19 ถนนเพชรเกษม ขวงหนองค้างพลู เขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร เมื่อต้นปี พ.ศ. 2512 พร้อมๆ กับการสอบคัดเลือกบุคลากรไปดูงานที่ สถานีโทรทัศน์ ในประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย

หลังจากนั้นทางสถานีฯ ได้ก่อสร้างอาคารสถานีพร้อมทั้งติดตั้งอุปกรณ์เครื่องส่งโทรทัศน์ ขนาด 25 กิโลวัตต์ 2 เครื่องขนานกัน กำลังรวม 50 กิโลวัตต์ สายอากาศขยาย 13 เท่า กำลังออกอากาศที่ปลายเสา 625 กิโลวัตต์ ทางช่อง 3 ด้วยระบบ CCIR PAL 625 เส้น ความถี่ 54-61 เมกะเฮิรตซ์ เสาอากาศเครื่องส่งโทรทัศน์สูง 250 เมตร และติดตั้งเครื่องส่งวิทยุเอฟ.เอ็ม.มัลติเพล็กซ์ กำลังส่ง 10 กิโลวัตต์ ความถี่ 105.5 เมกะเฮิรตซ์ เพื่อใช้ในการ ถ่ายทอดเสียงภาษาอังกฤษ รวมถึงการติดตั้งเสาอากาศจนแล้วเสร็จ เมื่อประมาณต้นเดือนมีนาคม พ.ศ. 2513 ใช้งบประมาณเบื้องต้นไปประมาณ 75 ล้านบาท



อาคารทำการแรกของสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 เป็นตึกสูง 4 ชั้น ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 6 ไร่เศษ พร้อมห้องส่ง ขนาดใหญ่600 ตารางเมตร 2 ห้อง, ห้องส่งขนาด 500 ตารางเมตร 2 ห้อง และห้องส่งขนาด 110 ตารางเมตร อีก 1 ห้อง โดยห้องส่งแต่ละห้องจะมีห้องควบคุมเฉพาะของตนเอง นอกจากนั้นยังเป็นสถานีโทรทัศน์ เพียงแห่งเดียว ในประเทศไทยที่มีการติดตั้งระบบไซโครามาในห้องส่ง สูง 7.5 เมตร กว้าง 47 เมตร ใช้ในการทำภาพฉากท้องฟ้า โดยระบบนี้จะทำให้เกิดความชัดลึกและเปลี่ยนสีของฉากได้เสมือนจริง นับเป็นสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งเดียว ในขณะนั้นที่ใช้ระบบนี้ โดยระยะแรกของการออกอากาศให้บริการได้เฉพาะเขตกรุงเทพมหานครและจังหวัด ใกล้เคียงรวม 18 จังหวัด หรือประมาณ 20.64 % ของพื้นที่ประเทศไทย

ต่อมาวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2513 ทางสถานีฯ ได้ทดลองทำรายการเป็นครั้งแรกโดยบันทึกเทปโทรทัศน์ไว้ แต่มิได้นำออกอากาศจริงจนเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2513 จึงได้เริ่มทดลองออกอากาศเต็มระบบ 50 กิโลวัตต์ ด้วยเครื่องส่งขนานเป็นครั้งแรก ระหว่างเวลา 19.00-21.00 น. ด้วยรายการภาพยนตร์ และอีก 4 วันต่อมา คือวันที่ 15 มีนาคม 2513 ทางไทยทีวีสีช่อง 3 จึงได้เริ่มทดลองแพร่ภาพออกอากาศโดยเปิดสถานี ตั้งแต่เวลา 09.30 น. และ ปิดสถานี เวลา 23.55 น.

ฯพณฯ ถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม 2513 เวลา 10.00 น. เวลาฤกษ์ ดังนั้นการเริ่มแพร่ภาพออกอากาศอย่างเป็นทางการ ของไทยทีวีสีช่อง 3 จึงเริ่มขึ้น ณ วันนี้ สอดคล้องกับอายุของสัญญาที่บริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด ทำร่วมกับ บริษัท ไทยโทรทัศน์ จำกัด เพราะในสัญญาฉบับนี้จะเริ่มนับในวันที่สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง 3 ดำเนินการส่งออกอากาศ อย่างเป็นทางการคือวันที่ 26 มีนาคม 2513 และจะสิ้นสุดลง ในวันที่ 25 มีนาคม 2523 โดยจะรวมไปถึงการได้ออกอากาศวิทยุกระจายเสียง ระบบ FM ความถี่ 105.5 เมกะเฮิรตซ์ ควบคู่กันไปโดยมี อาคารสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ 2259 ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ กทม.

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2520 คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ยุบเลิกบริษัท ไทยโทรทัศน์ จำกัด และตราพระราชกฤษฎีกาจัดตั้ง องค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ อ.ส.ม.ท. พ.ศ. 2520 ขึ้นมาดำเนินการแทน ตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน 2520 เป็นต้นไป เป็นผลให้ บริษัท บางกอก เอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด ผู้ดำเนินกิจการสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง 3 มาเป็นคู่สัญญากับทาง อ.ส.ม.ท. แทน

บริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด ผู้ดำเนินกิจการสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ได้เล็งเห็นถึง ความสำคัญในการที่จะให้ประชาชนในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคมีความเท่าเทียมกันในการรับทราบ ข่าวสาร สาระ ความรู้ ความบันเทิง ผ่านสื่อโทรทัศน์ด้วยความรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ จึงได้ร่วมมือกับองค์การสื่อสารมวลชน แห่งประเทศไทย วางแผนขยายเครือข่ายโทรทัศน์ และต่อมาคณะรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้มีมติเห็นชอบในหลักการ ดังกล่าว ดังนั้นเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2530ทางบริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด จึงได้ลงนามสัญญาขยาย เครือข่ายโทรทัศน์ทั่วประเทศกับองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทยภายใต้เงื่อนไขให้ดำเนินการจัดตั้งสถานี เครื่องส่งโทรทัศน์ในส่วนภูมิภาค จำนวน 22 สถานี ให้แล้วเสร็จภายใน 5 ปี แต่ละแห่งจะต้องติดตั้งเครื่องส่ง และอุปกรณ์โทรทัศน์ ให้ออกอากาศได้ทั้งช่อง 3 และช่อง 9 และสถานีเครื่องส่งโทรทัศน์ทั้ง 22 แห่งนี้ จะรับสัญญาณจากสถานีหลักในกรุงเทพมหานครผ่านระบบดาวเทียมอินเทลเซท และเครื่องรับสัญญาณ ไมโครเวฟจากดาวเทียมของการสื่อสารแห่งประเทศไทย และได้กำหนดระยะเวลาการดำเนินการและติดตั้ง ให้แล้วเสร็จตามที่กำหนดไว้ในสัญญา 3 ระยะ คือ
1. ระยะที่ 1 : 5 สถานี ได้แก่ สถานีจังหวัดเชียงใหม่, ขอนแก่น, นครราชสีมา, ระยอง และสงขลา กำหนดแล้วเสร็จภายใน 1 ปี 6 เดือน
2. ระยะที่ 2 : 10 สถานี ได้แก่ สถานีจังหวัดอุบลราชธานี, นครสวรรค์, สุโขทัย, เชียงราย, หนองบัวลำภู, สกลนคร, สุรินทร์, สุราษฎร์ธานี, ภูเก็ต และยะลา กำหนดแล้วเสร็จภายใน 3 ปี
3. ระยะที่ 3 : 7 สถานี ได้แก่ สถานีจังหวัดเพชรบูรณ์, ลำปาง, นครศรีธรรมราช, ชุมพร, ประจวบคีรีขันธ์, สระแก้ว และตราด กำหนด แล้วเสร็จภายใน 5 ปี

ด้วยสัญญาฉบับนี้ บริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด จะได้รับสิทธิเป็นผู้ดำเนินการสถานีวิทยุโทรทัศน์ ไทยทีวีสี ช่อง 3 ต่อไปเป็นระยะเวลา 30 ปี ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม 2533 ถึงวันที่ 25 มีนาคม 2563

หลังจากที่ได้ลงนามในสัญญาแล้ว ทางคณะผู้บริหารของบริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด เห็นว่าระยะเวลา ดำเนินการก่อตั้งสถานีเครือข่ายให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลา 5 ปีนั้นเป็นระยะเวลาที่นานเกินไป จึงเร่งรัด การดำเนินงานตามโครงการให้มีระยะเวลาสั้นลง โดยกำหนดเป้าหมายให้แล้วเสร็จในเวลา 2 ปี จากผลการดำเนิน การตามแผนเร่งรัดนี้เองทำให้สถานีเครือข่ายในส่วนภูมิภาค 5 สถานีของการดำเนินการในระยะแรกสามารถ แพร่ภาพออกอากาศอย่างเป็นทางการได้ เมื่อวันเสาร์ที่ 4 มิถุนายน 2531 จนกระทั่งเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2531สถานีเครือข่ายในโครงการระยะที่สอง จำนวน 3 สถานี ได้แก่ สถานี จังหวัดอุบลราชธานี นครสวรรค์ และสุโขทัย ได้เริ่มแพร่ภาพออกอากาศส่วนอีก 7 สถานีที่เหลือก็ได้เริ่มแพร่ภาพออกอากาศมาตั้งแต่เดือนธันวาคม พ.ศ. 2531 ส่วนสถานีเครือข่าย อีก 7 สถานีในโครงการระยะที่สามนั้นก็ได้ทยอยแพร่ภาพออกอากาศ มาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2532 และได้ออกอากาศครบทั้ง 22 สถานี เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2532 โดยการดำเนินการติดตั้งให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาเพียง 2 ปี 2 เดือนเท่านั้น มีผลให้สถานีวิทยุโทรทัศน์ ไทยทีวีสีช่อง 3 ในส่วนกลางและสถานีเครือข่าย 22 สถานี แพร่ภาพออกอากาศครอบคลุมพื้นที่ได้ถึง 405,093 ตารางกิโลเมตร คิดเป็นร้อยละ 80.4 ของพื้นที่ประเทศไทย ประชาชนสามารถรับชมได้ประมาณ 46 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 87 ของประชาชนทั่วประเทศ แต่ยังปรากฏว่ามีพื้นที่บางจุดที่รับสัญญาณจากสถานีเครือข่ายไม่ได้ เพราะมีสภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาหรือบางพื้นที่รับสัญญาณโทรทัศน์ได้แต่ไม่ดีนัก

ดังนั้นเพื่อเป็นการตอบสนองความต้องการของประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว รวมถึงเพื่อสนองนโยบายของรัฐบาล ที่จะให้ประชาชนทุกคนสามารถที่จะรับสัญญาณโทรทัศน์ได้ บริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด และองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทยจึงได้ตกลงที่จะจัดตั้งสถานีเครือข่ายบริการโทรทัศน์ เพื่อเสริมจุดบริการขึ้นอีก 9 สถานีในพื้นที่ จังหวัด ตาก แพร่ ชัยภูมิ เลย น่าน ลพบุรี ระนอง พังงา และสตูล

แต่พื้นที่จังหวัดลพบุรีและชัยภูมิ ทางคณะกรรมการประสานงานการจัดและบริหารความถี่ (กบถ.) ในขณะนั้นยังมิได้พิจารณาจัดสรรความถี่ให้ทางองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทยจึงได้หารือมายัง บริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด ซึ่งก็ได้ข้อยุติว่าควรดำเนินการเปลี่ยนสถานที่ตั้งสถานีเครือข่าย จากจังหวัดลพบุรีและชัยภูมิเป็นจังหวัด ที่ทาง กบถ. ในขณะนั้นได้อนุมัติความถี่ไว้แล้ว คือ จังหวัดแม่ฮ่องสอน และตรัง แทน สถานีเครือข่ายโทรทัศน์เพื่อเสริมจุดบริการทั้ง 9 แห่งนี้ จึงได้ดำเนินการจนแล้วเสร็จและสามารถ แพร่ภาพออกอากาศได้มาตั้งแต่ เมื่อกลางปี พ.ศ. 2534 ซึ่งเป็นผลทำให้สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ที่กรุงเทพมหานครและสถานีเครือข่ายอีก 31 สถานี รวมเป็น 32 สถานี สามารถแพร่ภาพออกอากาศครอบคลุมพื้นที่ ได้ถึง 452,093 ตาราง กิโลเมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 89.7 ของพื้นที่ประเทศไทย และสามารถให้บริการประชาชน ได้ถึงประมาณ 52.96 ล้านคน หรือเท่ากับร้อยละ 96.3 ของประชาชนทั่วประเทศไทยและเพื่อเป็นการเพิ่ม ประสิทธิภาพในการแพร่ภาพออกอากาศ ทางสถานีฯ จึงได้จัดตั้งสถานีย่อยเพื่อขจัดปัญหาในการรับสัญญาณ ของเขตกรุงเทพมหานครด้วยเครื่องส่งออกอากาศย่านความถี่ UHF ช่อง 60 จำนวน 3 สถานี คือ
1. ที่อาคารจิวเวอร์รี่ เทรดเซ็นเตอร์ ถนนสีลม เขตบางรัก
2. ที่อาคารแฟมิลี่ คอมเพล็กซ์ สี่แยกสุทธิสาร เขตพญาไท
3. ที่อาคารเอ็มโพเรี่ยมทาวเวอร์ ถนนสุขุมวิท เขตคลองเตย
บริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด ผู้ดำเนินกิจการสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ได้เข้าร่วมอยู่ใน กลุ่มบริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) ที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นในระหว่างปี พ.ศ. 2538 โดย บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) เป็นการรวมเอาบริษัทในเครือของ “มาลีนนท์” เข้ารวมกลุ่มกัน เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการดำเนินงาน ทางธุรกิจ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 จนถึงปีปัจจุบัน

จากการที่สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 อ.ส.ม.ท. ออกอากาศด้วยความถี่ย่าน VHF LOW BAND ที่มีความถี่ระหว่าง 54 - 61 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งเป็นความถี่ที่ถูกรบกวนได้ง่าย และภาครับ มีความซับซ้อน เนื่องจากอยู่ในย่านความถี่ต่ำจึงมีขนาดความยาวคลื่นสูง ทำให้สายอากาศที่ใช้รับสัญญาณมีความยาวและมีน้ำหนัก มากกว่าการรับจากสถานีโทรทัศน์ที่มีความถี่อยู่ในย่าน HIGH BAND คือตั้งแต่ช่อง 5 ถึงช่อง 12 นอกจากนี้เมื่อมี ความเจริญเพิ่มขึ้น มีอาคารสูงมากขึ้น จำนวนประชากรเพิ่มขึ้น มีการใช้สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เพิ่มมากขึ้น ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นอุปสรรคที่ทำให้คุณภาพการรับชมภาพจากช่อง 3 ลดลงไปอย่างมากมายเมื่อเทียบกับ เมื่อการเริ่มออกอากาศใหม่ๆ

ด้วยเหตุนี้ทางสถานีฯ จึงได้พยายามหาทางแก้ไขปัญหานี้มาโดยตลอด จนเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2535 มติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบ ในหลักการให้จัดตั้งเครือข่ายวิทยุโทรทัศน์ย่าน ULTRA HIGH FREQUENCY (UHF) ต่อมากรมไปรษณีย์โทรเลขได้แต่งตั้งคณะทำงานและคณะกรรมการจัดทำแผนความถี่วิทยุโทรทัศน์ แห่งชาติขึ้น และได้ประกาศใช้แผนดังกล่าวเมื่อปี พ.ศ. 2539 โดยได้จัดสรรความถี่วิทยุโทรทัศน์ในย่าน UHF จำนวน 1 เครือข่ายให้แก่สถานีวิทยุโทรทัศน์ที่ออกอากาศด้วยความถี่วิทยุโทรทัศน์ย่าน VHF LOW BAND ดังนั้นสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 จึงได้มีหนังสือถึงองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย ขอให้คณะกรรมการ กิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุแห่งชาติ (กกช.) พิจารณาจัดสรรความถี่ ย่าน UHF จำนวน 5 ความถี่ เพื่อใช้แก้ไขปัญหาการรับชมรายการจาก ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ทั้งในส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค

พ.ศ. 2546 คณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุ โทรทัศน์แห่งชาติ (กกช.) ได้อนุมัติจัดสรรคลื่นความถี่ ย่าน UHF ให้กับสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 เพื่อใช้แทนความถี่ย่าน VHF LOW BAND จำนวน 5 สถานี ได้แก่
1. สถานีหลักที่กรุงเทพมหานคร ออกอากาศทางช่อง 32
2. สถานีจังหวัดเชียงใหม่ ออกอากาศทางช่อง 46
3. สถานีจังหวัดสุโขทัย ออกอากาศทางช่อง 37
4. สถานีจังหวัดนครราชสีมา ออกอากาศทางช่อง 41
5. สถานีจังหวัดสงขลา ออกอากาศทางช่อง 38


สำหรับสถานีหลักที่กรุงเทพมหานครนั้นทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ได้มีหนังสือถึง บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ขอให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) พิจารณาอนุญาตให้ทางไทยทีวีสีช่อง 3 ใช้เสาส่งโทรทัศน์และระบบสายอากาศโทรทัศน์ ร่วมกับสถานีโทรทัศน์ไอทีวี ณ อาคารใบหยก 2 บริษัท บางกอก เอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด และ บริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมกันลงนามในสัญญาร่วมใช้อุปกรณ์เสาส่ง โทรทัศน์และระบบสายอากาศโทรทัศน์ ดังกล่าวข้างต้น เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2547

สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 อ.ส.ม.ท. ได้เริ่มมีการทดลองออกอากาศด้วยระบบ UHF ช่อง 32 เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2548 และได้แพร่ภาพออกอากาศด้วยระบบ UHF ให้ได้รับชมอย่างเป็นทางการ เมื่อวันศุกร์ที่ 25 มีนาคม 2548 เวลา 09.39 นาฬิกา ซึ่งส่งผลให้ประชาชนที่อยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลรวม 17 จังหวัด ได้แก่ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ปราจีนบุรี นครนายก อยุธยา นครปฐม ราชบุรี เพชรบุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง สระบุรี สามารถรับสัญญาณการออก อากาศทางของทางสถานีฯ ได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น ทางสถานีฯ จึงได้ยกเลิกการออกอากาศด้วยระบบ VHF ไปในเวลาเดียวกัน จากนั้นสถานี เครือข่ายอีก 4 สถานีที่ได้รับอนุมัติจัดสรรคลื่นความถี่ในระบบ UHF ก็ได้ทยอยแพร่ภาพออกอากาศเป็นลำดับไป

นอกจากนั้นเพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการแพร่ภาพสู่ผู้ชมให้ได้รับความพึงพอใจ โดยได้รับสัญญาณภาพและเสียง ที่สมบูรณ์ ชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 ทางสถานีฯ ได้ปรับปรุงติดตั้งอุปกรณ์เครื่องส่งโทรทัศน์ใหม่ แทนเครื่องส่งโทรทัศน์ เดิมทั้งหมด 5 สถานี ได้แก่ สถานีฯ จังหวัดเชียงราย ออกอากาศช่อง 8, สถานีฯ จังหวัดลำปาง ออกอากาศช่อง 6, สถานีฯ จังหวัดสกลนครออกอากาศ ช่อง 7, สถานีฯ จังหวัดภูเก็ต ออกอากาศ ช่อง 11 และสถานีฯ จังหวัดชุมพร ออกอากาศช่อง 11 โดยทั้งหมดเป็นเครื่องส่งโทรทัศน์ของบริษัท Rohde & Schwarz ประเทศเยอรมนีซึ่งเป็นเครื่องส่งโทรทัศน์ที่ทำงาน ด้วยระบบ Solid State ระบายความร้อนของภาคขยายกำลังสูงด้วย ของเหลว (Liquid Cooling) คุณสมบัติพิเศษของเครื่องส่งโทรทัศน์รุ่นนี้ ยังสามารถรองรับการปรับเปลี่ยน ระบบออกอากาศจาก Analog เป็น Digital ในอนาคตต่อไป

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2550 ทางไทยทีวีสีช่อง 3 ได้ลงนามในสัญญาซื้อระบบ DIGITAL NEWS ROOM ซึ่งเป็นเทคโนโลยีทันสมัยที่ได้รับการพัฒนาระดับสูงมูลค่ากว่า 80 ล้านบาท จากบริษัท โซนี่ ไทย จำกัด เพื่อนำมาใช้ในการผลิตและพัฒนาการนำเสนอรายการข่าวของ ทางสถานีฯ การที่ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง 3 นำระบบ DIGITAL NEWS ROOM มาใช้ในครั้งนี้ นับได้ว่าเป็นสถานีแห่งแรกในภาคพื้นเอเชีย ที่นำระบบดังกล่าวมาใช้อย่างเต็มระบบเพื่อการผลิตรายการข่าว โดยระบบนี้ประกอบด้วย ระบบสคริปต์ข่าว ENPS (ELECTRONICS NEWS PRODUCTION SYSTEM) เป็นคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ จะทำหน้าที่ให้บริการตัวอักษร การจัดทำสคริปต์ข่าว, การจัดทำตารางหมายงาน (NEWS ASSIGNMENTS) การรับข่าวตาม สายจากอีเมล, เว็บไซต์ และข่าวจากสำนักข่าวต่างๆ ที่ส่งผ่านระบบ WIRE SERVICES ได้โดยอัตโนมัติ โดยมี WORK STATION ในระบบรวม 23 ชุด ซึ่งนักข่าวอย่างน้อย 20 คน สามารถค้นหารายละเอียดของข่าว และภาพข่าวได้ในเวลาเดียวกัน ซึ่งส่งผลให้สามารถวางแผนจัดทำสคริปต์ข่าว และจัดลำดับข่าวในการออกอากาศได้อย่างรวดเร็วและสัมพันธ์กัน

และระบบ DIGITAL NEWS ROOM นี้ยังมี SONY SONAPS SYSTEM ซึ่งเป็นระบบ VIDEO SERVER ซึ่งเป็น หน่วยความจำกลาง ที่สามารถเก็บข้อมูลภาพข่าวความชัดเจนสูงได้ไม่น้อยกว่า 400 ชั่วโมง ที่พร้อมเล่นกลับได้อย่างรวดเร็วผ่าน 6 ช่องทางของระบบ สำหรับการปฏิบัติงานข่าวในแต่ละวัน โดยระบบการตัดต่อข่าว จำนวน 4 ชุดที่สามารถตัดต่อข่าวได้พร้อมๆ กันนี้ โดยแต่ละชุดสามารถถ่ายโอนข้อมูล จากหน่วยความจำกลางได้โดยตรงและเป็นอิสระจากกัน และหลังจากตัดต่อเสร็จแล้วสามารถส่งตรงไปออก อากาศได้ในทันที

ARCHIVE SONY PETASITE SYSTEM เป็นระบบที่ใช้สำหรับเก็บข้อมูลภาพข่าว รวมถึงรายการต่างๆ ได้ไม่น้อยกว่า 10,000 ชั่วโมง โดยนักข่าวสามารถใช้ระบบ NEWSROOM COMPUTER SYSTEM ค้นหาข้อมูลทั้งปัจจุบันและข้อมูล ย้อนหลังเพื่อนำมาใช้งานได้อย่างมีคุณภาพและรวดเร็วทันต่อเหตุการณ์

วันศุกร์ที่ 29 มิถุนายน 2550 สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ยังได้ร่วมลงนามเซ็นสัญญาเช่าช่องสัญญาณ ดาวเทียมไทยคม 2 เพิ่มจากสัญญาเดิมอีก 9 MHz เป็น 1 ทรานส์พอนเดอร์ กับบริษัท ชินแซทเทลไลท์ จำกดั (มหาชน) เพอื่ เปน็ การเพมิ่ คณุ ภาพในการผลติ รายการขา่วของทางสถานี ฯ



ในปี พ.ศ. 2551 ที่ผ่านมา ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ได้ทำการปรับปรุงระบบสายอากาศ ณ สถานีฯ เครือข่ายต่างๆ รวมทั้งการปรับเปลี่ยนเครื่องส่งโทรทัศน์ใหม่แทนเครื่องส่งเดิมเพิ่มขึ้นอีกเป็นเครื่องส่งโทรทัศน์ ของบริษัท Rohde & Schwarz ประเทศเยอรมนี เพื่อให้แพร่กระจายคลื่นสัญญาณโทรทัศน์ให้ครอบคลุมพื้นที่ เขตบริการมากขึ้น ทำให้ผู้ชมในเขต 7 จังหวัด ได้แก่ สถานีฯ จังหวัดยะลา ช่อง 9, สถานีฯ จังหวัดสระแก้วช่อง 6, สถานีฯ จังหวัดตราด ช่อง 7, สถานีฯ จังหวัดสุรินทร์ ช่อง 7, สถานีฯ จังหวัดแม่ฮ่องสอน ช่อง 6, สถานีฯ จังหวัดตาก ช่อง 6 และสถานีฯ จังหวัดตรัง ช่อง 6 ให้ได้รับสัญญาณโทรทัศน์อย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ในปี พ.ศ. 2552 นี้ ทางสถานีฯ มีโครงการปรับปรุงสถานีเครือข่ายโทรทัศน์จังหวัดสตูล ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ด้วยการย้ายสถานที่ตั้งสถานีจากพื้นราบในเมือง ขึ้นไปอยู่บนภูเขาในพื้นที่เดียวกันกับสถานีของ อ.ส.ม.ท. และเปลี่ยนระบบสายอากาศใหม่ สถานีจังหวัดสตูลออกอากาศในระบบ UHF ช่อง 55 และโครงการ เปลี่ยนเครื่องส่งโทรทัศน์ใหม่แทนเครื่องส่งโทรทัศน์เก่า ที่ผ่านการใช้งานมาเกินกว่า 18 ปี จำนวน 6 สถานี ด้วยเครื่องส่งของบริษัท Rohde & Schwarz ประเทศเยอรมนี ได้แก่ สถานีจังหวัดแพร่ ออกอากาศช่อง 6, สถานีจังหวัดน่าน ออกอากาศช่อง 7, สถานี จังหวัดเลย ออกอากาศช่อง 12, สถานีจังหวัดเพชรบูรณ์ ออกอากาศ ช่อง 11, สถานีจังหวัดระนอง ออกอากาศช่อง 11 และสถานีจังหวัดพังงา ออกอากาศช่อง 6 ทั้งหมดนี้ได้ผ่านความเห็นชอบจาก อ.ส.ม.ท. แล้ว

สำหรับการบริหารและการดำเนินงานของสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 นั้น ได้แบ่งส่วนงานเป็น 18 ฝ่ายดังต่อไปนี้
1. ฝ่ายบริหาร 2. ฝ่ายผลิตรายการ
3. ฝ่ายข่าว 4. ฝ่ายรายการ
5. ฝ่ายออกอากาศ 6. ฝ่ายศิลปกรรม
7. ฝ่ายวิศวกรรม 8. ฝ่ายเทคนิคโทรทัศน์
9. ฝ่ายแผนงานวิศวกรรม 10. ฝ่ายไฟฟ้ากำลัง
11. ฝ่ายสถานีวิทยุกระจายเสียง 12. ฝ่ายธุรการ
13. ฝ่ายบุคคล 14. ฝ่ายบัญชี
15. ฝ่ายการเงิน 16. ฝ่ายโฆษณา
17. ฝ่ายการตลาด 18. ฝ่ายประชาสัมพันธ์

ปัจจุบันที่ทำการของสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ตั้งอยู่ที่ 3199 อาคารมาลีนนท์ทาวเวอร์ ถนนพระราม 4 แขวง คลองตัน เขตคลองเตย กทม. 10110 โทรศัพท์ 0-2262-3333, 0-2204-3333 มี 2 อาคาร อาคาร M1 เป็นอาคารสำนักงาน และอาคาร M2 เป็นอาคารส่วนปฏิบัติการออกอากาศ

ทุกการย่างก้าวเดินตลอดระยะเวลา 39 ปี ที่ผ่านมาของสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 อ.ส.ม.ท. นั้น ทางสถานีฯ ยังคงยึดมั่นอยู่ในความตั้งใจจริงในการนำเสนอผลงานการสร้างสรรค์ รูปแบบรายการใหม่ๆ การเข้าไปมีส่วนร่วม ในการพัฒนาวงการสื่อวิทยุโทรทัศน์ของประเทศไทย โดยคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติ และประชาชน มาโดยตลอด

ก้าวต่อไปของสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ทางสถานีฯ จะพัฒนาคุณภาพของรายการส่วนต่างๆ ทุกประเภท ให้มีความหลายหลากเพิ่มขึ้น โดยทีมงานผู้ผลิตรายการคุณภาพของทางสถานี โดยเฉพาะการนำเสนอรายการ ประเภทข่าวสาร การนำเสนอภาพยนตร์จากต่างประเทศ รวมถึงการพัฒนาบุคลากรในวงการบันเทิงด้านต่างๆ ให้มีคุณภาพคู่วงการ ทั้งหมดเหล่านี้คือสิ่งที่สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 จะทำให้สำเร็จสมดังคำกล่าวที่ว่า “คุ้มค่าทุกนาที ดูทีวีสีช่อง 3”